posttoday

'นิติสงคราม' หรือ 'ความรับผิดชอบ' วิเคราะห์ชะตากรรม 44 สส.ก้าวไกลปมแก้ ม.112

02 เมษายน 2569

จับตาบรรทัดฐานจริยธรรมใหม่ เมื่อ "ทฤษฎีผลไม้เป็นพิษ" ปะทะ "ข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์" สั่นคลอนอนาคตแกนนำพรรคสีส้มสู่การประหารชีวิตทางการเมือง

KEY

POINTS

  • การปะทะเชิงเทคนิค: ฝ่ายพรรคส้มสู้ด้วยทฤษฎี "ผลไม้เป็นพิษ" เพื่อหักล้างที่มาคำร้อง ขณะที่ผู้ร้องยึด "เจตนาประจักษ์" จากการคำเตือนของฝ่ายกฎหมายสภา
  • ทางออกเชิงโครงสร้าง: ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่ารัฐธรรมนูญ 2560 คือต้นตอของมาตรฐานจริยธรรมที่เข้มงวด การร่างรัฐธรรมนูญใหม่เป็นเพียงทางเดียวที่จะเปลี่ยนบรรทัดฐานนี้ได้
  • ความเสี่ยงนิติบัญญัติ: หากมีการ "ประหารชีวิตทางการเมือง" 44 สส. จะกระทบต่อคุณภาพงานสภาและความกล้าหาญในการเสนอนโยบายเชิงโครงสร้างของฝ่ายค้านในอนาคต

เปิดกลยุทธ์ "ผลไม้เป็นพิษ" ปะทะ "นิติศาสตร์เคร่งครัด"
การเผชิญหน้าระหว่าง พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาชน และ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ผู้ร้องเรียน สะท้อนภาพความขัดแย้งทางความคิดในคดีจริยธรรมของ 44 อดีต สส. ที่ร่วมลงชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาเลือกใช้กลยุทธ์ทางเทคนิคกฎหมายที่เรียกว่า "ทฤษฎีผลไม้เป็นพิษ"เพื่อโต้แย้งความชอบธรรมของคำร้องตั้งแต่ต้นน้ำ โดยตั้งข้อสังเกตว่าคำร้องที่ยื่นต่ออัยการสูงสุดและศาลรัฐธรรมนูญอาจมีความแตกต่างกัน จนนำไปสู่การตั้งคำถามถึงความถูกต้องในกระบวนการเริ่มต้นคดี

ในทางกลับกัน ฝ่ายผู้ร้องเรียนอย่างนายเรืองไกร ยืนยันว่าคดีนี้คือการต่อสู้ด้วย "ข้อเท็จจริง" และหลักนิติศาสตร์มากกว่าการเมือง โดยชี้จุดตายสำคัญว่าฝ่ายกฎหมายของสภาเคยแจ้งเตือนถึงความขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 6 แล้ว แต่พรรคยังยืนยันเสนอตามเดิม ซึ่งในมุมมองนักกฎหมายนี่คือการพิสูจน์ "เจตนา" ที่ชัดเจนที่สุดในชั้นศาลฎีกา ซึ่งใช้ระบบพิจารณาแบบชั้นเดียวจบ

 

อำนาจนิติบัญญัติ vs มาตรฐานจริยธรรม 2560
บริบทของเหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงการพิสูจน์ความผิดรายบุคคล แต่เป็นการปะทะกันระหว่าง "อำนาจหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ" ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 133 (2) กับ "มาตรฐานจริยธรรม" ที่ถูกกำหนดโดยรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 พล.ต.ต.สุพิศาล พยายามสร้างบรรทัดฐานว่า การแก้ไขกฎหมายเป็นเอกสิทธิ์ที่ได้รับความคุ้มครอง และเป็นหน้าที่ปกติของ สส. การนำกระบวนการนี้มาตีความว่าเป็นการทำผิดจริยธรรมร้ายแรงจึงอาจเป็นการลิดรอนอำนาจนิติบัญญัติ

อย่างไรก็ตาม อีกฝ่ายวิเคราะห์มองว่ามาตรฐานจริยธรรมตามรัฐธรรมนูญปัจจุบันมีความเข้มงวดสูงมาก จนกลายเป็นเครื่องมือที่ถูกเรียกว่า "นิติสงคราม" ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างเห็นตรงกันอย่างมีนัยสำคัญว่า "ต้นตอ" ของปัญหาคือตัวรัฐธรรมนูญปี 2560 หากต้องการหลุดพ้นจากวงจรนี้ การร่างรัฐธรรมนูญใหม่คือทางออกเดียวที่จะล้างผลกระทบเชิงโครงสร้างได้ มิเช่นนั้นมาตรฐานจริยธรรมนี้จะยังคงทำหน้าที่เป็น "ดาบอาญาสิทธิ์" ต่อไป

ผลกระทบต่อเสถียรภาพสภาและฉากทัศน์การเมือง
ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากศาลฎีกามีคำวินิจฉัยในทางลบต่อ 44 สส. จะนำไปสู่ภาวะ "สมองไหลทางการเมือง" เนื่องจากในกลุ่มผู้ถูกกล่าวหามี สส. ปัจจุบันที่เป็นกลุ่ม "หัวกะทิ" หรือบุคลากรคุณภาพของสภาจำนวน 10 คน การสูญเสียบุคลากรเหล่านี้ย่อมส่งผลต่อประสิทธิภาพการตรวจสอบนโยบายรัฐบาลในระบบสภา แม้พรรคจะมีจำนวน สส. สำรองเพียงพอ แต่ประสบการณ์และความแม่นยำในเนื้อหาเชิงลึกจะลดทอนลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในมิติเชิงนโยบาย รัฐบาลและพรรคการเมืองต้องระมัดระวังการขยับตัวเรื่องการแก้ไขกฎหมายที่แตะต้องโครงสร้างอำนาจมากขึ้น สภาวะ "เกียร์ว่าง" ทางนิติบัญญัติอาจเกิดขึ้นเนื่องจากความกังวลเรื่องความเสี่ยงทางกฎหมาย (Legal Risk) ซึ่งจะส่งผลให้การปฏิรูปนโยบายสำคัญๆ ล่าช้าออกไป การเมืองไทยจะเข้าสู่ยุคที่ "นิติศาสตร์นำการเมือง" อย่างสมบูรณ์ ซึ่งฝ่ายธุรกิจและนักลงทุนอาจมองว่าเป็นความไม่แน่นอนเชิงเสถียรภาพที่ยังไม่มีทางออกที่ชัดเจน

แหล่งที่มา : รายการคมชัดลึก (คลิก)

ข่าวล่าสุด

นาซา ประสบความสำเร็จ ปล่อยจรวด Artemis II มุ่งสู่ดวงจันทร์