เจาะกลยุทธ์ "ตั้งวงเล่า ชาวลงทุน" สรุปไฮไลต์ SET Zooom in Live รับมือวิกฤตฉบับมือโปร
ในยุคที่ตลาดการลงทุนเผชิญกับความท้าทายจากสถานการณ์โลก ทั้งสงคราม ทิศทางดอกเบี้ย และความผันผวน นี่ไม่ใช่เวลาของการตื่นตระหนก แต่คือ “โอกาส” ในการจัดทัพพอร์ตลงทุนใหม่! วงเสวนา SET Zooom in Live ตั้งวงเล่า ชาวลงทุน ได้รวบรวม 10 สุดยอดกูรูทั้งสายเน้นคุณค่า (VI) และสายเทรด มาชี้ช่องทางเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสทองสำหรับนักลงทุนที่พร้อมเสมอ
☀️ วงเล่าเช้า “พอร์ตแบบนี้...พี่ว่าไง”
กับ 5 นักลงทุนสาย VI
- วิบูลย์ พึงประเสริฐ ที่ปรึกษาสมาคมนักลงทุนหุ้นไทย
- อมร โควานิชเจริญ กรรมการสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย)
- สุธน สิงหสิทธางกูร (เจ๊กกี้) นักลงทุนเน้นคุณค่า - กก. และ ผอ. ฝ่ายการลงทุน ตปท. สมาคมนักลงทุนประเทศไทย
- วราพรรณ วงศ์สารคาม (นุช) กรรมการและเลขานุการ สมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย)
- ชัชวนันท์ สันธิเดช (อาร์ท) นายกสมาคมนักลงทุนหุ้นไทย
เมื่อ “สงคราม” เขย่าตลาดหุ้น นักลงทุนคุณค่า รับมืออย่างไร
- วิบูลย์ พึงประเสริฐ — “วิกฤต คือ โอกาส”
จากบทเรียนในอดีต สงครามและราคาน้ำมัน อาจกระทบตลาดในระยะสั้น แต่หากราคาหุ้นปรับตัวลงมาถึงระดับที่เหมาะสม เช่น ต่ำกว่าต้นทุนเดิมในช่วงที่ SET อยู่ที่ประมาณ 1,200–1,250 จุด ก็พร้อมที่จะซื้อเพิ่ม
- ชัชวนันท์ สันธิเดช (อาร์ท) — อย่าตกใจกับราคาหุ้น
แม้ดัชนีจะปรับตัวลง แต่ยังอยู่ในระดับที่ สูงกว่าช่วงก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งสะท้อนว่า ตลาดอาจกำลังตอบสนองต่อ “อารมณ์” มากกว่าพื้นฐาน วิธีที่ใช้คือ “ตะแกรงร่อนหุ้น” โดยคัดหุ้นที่ธุรกิจมีคุณภาพ มีการเติบโต และให้เงินปันผลมากกว่า 6.5% เพื่อหาโอกาสลงทุน
- อมร โควานิชเจริญ — มองหาหุ้นดีที่ราคาลงแรง
ให้วิเคราะห์ก่อนว่า สถานการณ์ต่าง ๆ ส่งผลต่อพอร์ตของเรามากแค่ไหน จากนั้นมองหาหุ้นที่พื้นฐานดี แต่ราคาปรับลงแรงจากปัจจัยชั่วคราวและใช้วิธีทยอยซื้อหลายไม้ เพื่อถัวเฉลี่ยต้นทุน
- วราพรรณ วงศ์สารคาม (นุช) — ความผันผวนเป็นเรื่องปกติ
ตลาดหุ้นย่อมมีความผันผวนเป็นธรรมชาติ หากนักลงทุนเข้าใจความผันผวน และลงทุนด้วย เงินเย็น ก็จะสามารถรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างสบายใจ
- สุธน สิงหสิทธางกูร (เจ๊กกี้) — ใช้กลยุทธ์ Hedging
หนึ่งในวิธีที่ใช้คือ Short Call เพื่อสร้างกระแสเงินสด และมองว่าหุ้นปันผลไทยที่ให้ผลตอบแทนประมาณ 7–20% เป็นอีกทางเลือกสำหรับนักลงทุนที่ รับความเสี่ยงได้น้อย
กลยุทธ์การบริหารเงินสดและการซื้อหุ้น
วิบูลย์ พึงประเสริฐ - การใช้ Margin
- ต้องมีเงินสดสำรอง (จากปันผล/เงินเก็บ)
- แต่ถ้าหุ้นตกหนักจน “เงินสดหมด” จะใช้ Margin (เงินกู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์) เข้าช่วย โดยการใช้มาร์จิ้นต้องมีความรู้และใช้ในปริมาณจำกัด
- สัดส่วน Margin: แนะนำใช้เพียง 10-20%ของพอร์ต ห้ามใช้ 100% เด็ดขาด เพราะถ้าหุ้นลงต่ออาจโดน Force Sell (บังคับขาย) หรือโดนตัดวงเงิน
อมร โควานิชเจริญ - การ Switch หุ้น/กองทุน
- เป็นสไตล์ลงทุนเต็มพอร์ต (หุ้น 100%) ไม่มีเงินสดสำรองรอซื้อ
- ใช้วิธี Switch ตัว คือ ขายตัวที่กำไรหรือลงน้อย ไปซื้อตัวที่ลงหนักกว่าแต่มีอัพไซด์
- ใช้วิธีโยกเงินจาก RMF (ที่พักไว้ใน Money Market หรือ Bond) สับเปลี่ยนเข้ากองทุนหุ้น (SET50) เพื่อจับจังหวะตลาดรีบาวด์
สุธน สิงหสิทธางกูร (เจ็กกี้) - การ Hedging/Options
- มองการซื้อประกัน (Put Option) เหมือนจ่ายเบี้ยทิ้งทุกเดือน แต่ถ้าเกิดวิกฤต (Black Swan) จะได้กำไรมหาศาล (20-50 เท่าของเงินประกัน) มาชดเชยพอร์ต
- ใช้การ Short Call/Put: เช่น ขาย Call Option ที่ SET 2,000 จุด (คาดการณ์ว่าหุ้นไม่ถึง 2,000) เพื่อเอาค่าพรีเมียมมาเป็นกระแสเงินสด วิธีนี้สร้าง Cash Flow ได้ดีในระยะยาวหากมีความรู้
- คำแนะนำ: ถ้าลงทุนต่างประเทศแล้วกังวล ให้เน้นหุ้นปันผลไทย เพราะประเมินมูลค่าง่ายกว่า ได้เครดิตภาษี และถ้าหุ้นลง Yield ปันผลจะสูงขึ้น (เช่น จาก 10%เป็น 20%)
วิธีการเลือกหุ้นและสัญญาณเตือน (Red Flags)
Red Flags (สัญญาณอันตรายที่ไม่ควรลงทุน)
- สุธน สิงหสิทธางกูร (เจ๊กกี้): “มักจะพิจารณาอย่างรอบคอบกับบริษัทที่มีการเพิ่มทุนแบบ PP (Private Placement) ในราคาต่ำกว่าตลาด เพราะอาจกระทบผู้ถือหุ้นเดิม รวมถึงบริษัทที่ผู้บริหารเคยมีประเด็นด้านธรรมาภิบาล”
- วราพรรณ วงศ์สารคาม (นุช): ไม่ชอบบริษัทที่มีหนี้เยอะ (High Debt/Equity) เพราะเหมือนคนมีหนี้ ขยับตัวลำบากเมื่อเกิดวิกฤต (ชอบหุ้นที่มี D/E ต่ำ เช่น 0.10 เท่า)
- อมร โควานิชเจริญ: ระวังบริษัทที่กำไรทางบัญชีโต แต่กระแสเงินสด (Cash Flow) ไม่มี (อาจจะเป็นลูกหนี้การค้าที่เก็บเงินไม่ได้)
🌙 ช่วงบ่าย: วงเล่า "ถามมาตอบไว เจาะใจสายเทรด"
รวมนักกลยุทธ์ลงทุน นักวิเคราะห์ นักวางแผนการเงิน
- วิน พรหมแพทย์, CFA ประธานกรรมการบริหาร บลจ.กสิกรไทย
- นฤมล บุญสนอง CFP® นักวางแผนการเงิน สมาคมนักวางแผนการเงินไทย
- พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ CFP® กรรมการผู้จัดการสายธุรกิจหลักทรัพย์ บล. อินโนเวสท์ เอกซ์
- วรุต รุ่งขำ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)
- จรณเวท ศักดิ์ศรี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.พาย จำกัด (มหาชน)
แกะสูตรรับมือ “สงคราม-ดอกเบี้ย-ทองคำ” และ ทำไมพอร์ตลงทุนต้องมีทั้ง “หลุมหลบภัย” และ “กระสุนสำรอง” ในช่วงวิกฤต
ในช่วงที่โลกกำลังเผชิญความตึงเครียดจากสงครามและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ทุกคนในวงมีความคิดเห็นตรงกันคือ “เราไม่สามารถทำนายอนาคต หรือควบคุมผู้นำโลกได้” ดังนั้น สิ่งที่นักลงทุนทำได้ คือ เตรียมพอร์ตให้พร้อมรับทุกสถานการณ์
กฎเหล็กของการลงทุนในโลกที่คาดเดาไม่ได้
วิน พรหมแพทย์ * หัวใจสำคัญคือ การกระจายความเสี่ยง (Asset Allocation) เพราะในระยะยาว สินทรัพย์แต่ละประเภทมักเคลื่อนไหวต่างกัน เช่น หุ้นลง → ทองคำอาจขึ้น / หุ้นลง→ ตราสารหนี้ช่วยพยุงพอร์ต แม้บางช่วงสินทรัพย์อาจลงพร้อมกัน แต่ในระยะยาว การกระจายพอร์ตช่วยลดความผันผวนของพอร์ตได้จริง
- สถานการณ์ปัจจุบันพิสูจน์ว่าการจัดพอร์ตลงทุนแบบกระจายความเสี่ยงทั่วโลกนั้นถูกต้อง
- ไม่สามารถทำนายการกระทำของผู้นำและควบคุมเหตุการณ์ภายนอกได้ สิ่งเดียวที่ทำได้คือเตรียมพอร์ตให้พร้อม
- คำแนะนำปัจจุบัน: ให้เพิ่มเงินสดเพื่อรอซื้อ (หุ้นเอเชียลงเยอะกว่าหุ้นสหรัฐฯ), ลดตราสารหนี้ไทยไปเพิ่มตราสารหนี้ต่างประเทศ,เพิ่มน้ำหนักหุ้นไทย (Big Cap, ปันผลสูง) และลดหุ้นต่างประเทศ
พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ * เห็นด้วยว่า Asset Allocation สำคัญมาก
- ตลาดโลกยังลงน้อย ยังไม่ถึงขั้น Panic เหมือนตลาดไทยที่เคยเกิด Circuit Breaker
- แนะนำ Tactical Asset Allocation (ปรับลด-เพิ่มสินทรัพย์) ไม่ใช่การเทหมดหน้าตักในสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่ง
นฤมล บุญสนอง แนะนำแบ่งเงิน 3 ก้อน
- เงินฉุกเฉิน: ควรมีสำรอง 6-12 เดือน (จากเดิม 3-6 เดือน) เก็บใน Money Market หรือที่ที่มีสภาพคล่อง
- พอร์ตหลัก (Core Portfolio): กระจายความเสี่ยงตามอายุและความกลัว (หุ้นไทย, หุ้นนอก, ตราสารหนี้)
- พอร์ตเก็งกำไร (Satellite Portfolio): เงินส่วนน้อยสำหรับซิ่ง ถ้ากำไรให้โยนกลับเข้า Core Port ถ้าขาดทุนต้อง Stop Loss เป็น
เงินสด คือ “กระสุนสำรอง” ในช่วงตลาดผันผวน
พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ และ นฤมล บุญสนอง มีความเห็นสอดคล้องกันว่า ช่วงที่ตลาด Panic มักจะมีแรงขายจากหลายด้าน เช่น นักลงทุนต่างชาติขาย กองทุนถูกไถ่ถอน และ Forced sell ทั้งนี้เมื่อเกิดแรงขายพร้อมกัน ราคาสินทรัพย์ดี ๆ อาจปรับลงแรง ดังนั้นการมีเงินสดบางส่วนในพอร์ต จะช่วยให้สามารถรอจังหวะเข้าซื้อสินทรัพย์ที่ราคาปรับลงได้
ทองคำ ยังเป็น Safe Haven ของโลก
วรุต รุ่งขำ มองว่า แม้ราคาจะปรับขึ้นมาแรง แต่ทองคำยังคงทำหน้าที่เป็น “สินทรัพย์ปลอดภัย”
- แต่ระยะสั้นอาจขึ้นไม่มาก เนื่องจากดอลลาร์แข็งค่าและตลาดคาดการณ์ดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่ยังไม่ลดลงอย่างชัดเจน
- เชื่อว่าทองคำจะกลับมาขึ้นในระยะกลาง-ยาว ธนาคารกลางหลายแห่งยังคงเพิ่มทองคำเป็นทุนสำรอง เช่น ธนาคารกลางจีนที่ยังคงซื้อทองคำต่อเนื่องหลายเดือน
- ปัจจัยหนุนราคาทองคำ: ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ (สงคราม), ธนาคารกลางทั่วโลก (เช่น จีน ซื้อทอง 16 เดือนติด) ลดการถือดอลลาร์มาถือทองคำ
- ราคาทองคำในอดีต: ขึ้น 65% ในปีที่แล้ว, 30% ปีก่อนหน้า, 10% กว่า ๆ ปีก่อนหน้านั้น
- เป้าหมายทองคำอาจถึง 90,000 บาท/บาททองคำ (เทียบเท่า 6,000 ดอลลาร์/ทรอยออนซ์ ที่อัตราแลกเปลี่ยน 31 บาท)
- คำแนะนำ: ถ้าซื้อลงทุนยาว (5-10 ปี) ให้ถือ 5-10% ของพอร์ต แต่ถ้าเก็งกำไรต้องมีความรู้ ดูกราฟเป็น และต้อง Stop Loss ให้เป็น
- กองทุน ETF ทองคำ: เป็นเครื่องมือที่ทำให้รายย่อยเข้าถึงง่าย แต่ก็ทำให้ราคาทองเหวี่ยงแรงขึ้นเพราะซื้อง่ายขายคล่องกว่าทองแท่ง
น้ำมัน สินทรัพย์ที่มักตอบสนองต่อสงคราม
จรณเวท ศักดิ์ศรี * มองว่าน้ำมันเป็นสินทรัพย์ที่มักได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงคราม ยกตัวอย่างในอดีต สงครามอ่าวเปอร์เซีย ราคาน้ำมันเคยปรับขึ้นกว่า 100% ภายในประมาณ 3 เดือน
- อย่างไรก็ตาม การลงทุนในน้ำมัน โดยเฉพาะผ่าน Futures ต้องระวังเรื่อง Leverageคำแนะนำคือ นักลงทุนมือใหม่ไม่ควรใช้ Leverage สูง และควรบริหารความเสี่ยงและกำหนดจุด Stop Loss ให้เหมาะสมกับความผันผวนของตลาด
- น้ำมันเป็นสินทรัพย์สำหรับการเทรด ไม่ใช่การถือยาว (Buy & Hold)
- สามารถติดตามราคาผ่านกระดานคริปโตที่เทรด 24/7 และดู Put Call Option ใน CME
- เห็นสัญญาณราคาขึ้นก่อนสงคราม (Double Bottom)
- เปรียบเทียบกับหุ้นอเมริกาที่ขึ้นช้า แต่คาดว่าจะขึ้นแรง
พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ * น้ำมันมีประวัติขึ้นแรงช่วงสงคราม: สงครามอ่าวเปอร์เซียขึ้น 100% ใน 3 เดือน,สงครามอิรัก (ปี 2003) ขึ้น 40% ใน 3 เดือน
- สัปดาห์ที่แล้ว WTI ขึ้น 35% (ช่วงต้นมีนาคม 2569)
- หุ้นที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันในไทยยังปรับตัวน้อย เนื่องจากนักลงทุนต้องการสภาพคล่อง (ต่างชาติขาย PTT, PTTEP)
- เชื่อว่าหากตลาดหุ้นไทยกลับมา หุ้นน้ำมันกลุ่ม Big Cap ปันผลสูงน่าจะเป็นตัวนำ
กลยุทธ์จัดพอร์ต Core + Satellite Portfolio รับความผันผวน
สมาชิกวงเล่าบ่ายทุกคนแนะนำให้แบ่งพอร์ตเป็น 2 ส่วน คือ
- Core Port: พอร์ตหลักที่เน้นการลงทุนระยะยาว เช่น หุ้น กองทุน ตราสารหนี้
- Satellite Port: พอร์ตสำหรับการเก็งกำไรหรือการเทรดระยะสั้น เช่น Futures หรือการเล่นตามธีมตลาด
- การแบ่งพอร์ตแบบนี้ช่วยให้พอร์ตหลักมีเสถียรภาพ ขณะที่ยังสามารถสร้างโอกาสทำกำไรจากการเทรดได้
บทเรียนสำคัญ
ทุกคนย้ำเตือนว่า ไม่ว่าสงครามจะจบเร็วหรือยืดเยื้อ สิ่งที่นักลงทุนควรทำไม่ใช่การทุ่มเงินทั้งหมดไปยังสินทรัพย์เดียว แต่คือ กระจายการลงทุน มีเงินสดสำรอง บริหารความเสี่ยง และปรับพอร์ตตามสถานการณ์ เพราะในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน พอร์ตที่กระจายความเสี่ยงได้ดี คือพอร์ตที่มีโอกาสอยู่รอดและเติบโตได้ในระยะยาว
กลยุทธ์การลงทุนหุ้นไทยหลังจากนี้
วิน พรหมแพทย์ * แนะนำเพิ่มน้ำหนักในหุ้นไทย โดยเฉพาะ Big Cap ที่มีปันผลสูง เนื่องจากราคาเริ่มน่าสนใจแล้ว
- มองว่าประเทศไทยมีจุดแข็ง 2 เรื่องที่ไม่มีใครเหมือน: เป็นแหล่งอาหารของ “ครัวโลก” และมี Wellness & Healthcare มาตรฐานโลก
- หุ้นโรงพยาบาล: แม้ระยะสั้นอาจกังวลผู้ป่วยตะวันออกกลาง (เช่น BH พึ่งพิง 24% ของรายได้) แต่ต้องประเมินระยะยาวและมูลค่าที่แท้จริง
พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ * หุ้นไทยอาจ Bottom ภายใน 3 สัปดาห์ แล้ว Sideways ยาว ๆ
- หุ้นพลังงานและธนาคารที่ Big Cap และปันผลสูงน่าสนใจ
- โรงพยาบาล: BDMS พึ่งผู้ป่วยตะวันออกกลางเพียง 4% กระทบน้อยกว่า BH
นฤมล บุญสนอง * แนะนำหุ้น SET50 ที่มีMarket Cap ใหญ่, จ่ายปันผลสูงกว่า 5% และราคาลงมาแล้วมากกว่า 10% จากจุดสูงสุดใน 52สัปดาห์
- Sector พลังงาน (Energy) ยังเป็นธีมหลักที่น่าสนใจ และกลุ่มอาหารก็สำคัญ
จรณเวท ศักดิ์ศรี * ตลาดหุ้นไทยมีความผันผวนต่ำ เหมาะกับการ “ขาย Options” เพื่อสร้าง Passive Income (เช่น 2% ต่อไตรมาส)
กลยุทธ์และคำแนะนำสำหรับนักลงทุน
- การกระจายความเสี่ยง (Asset Allocation): เป็นหลักการพื้นฐานที่สำคัญที่สุด (Core Portfolio)
- เงินสด (Cash): ควรมีเงินสดไว้เยอะเพื่อรอจังหวะซื้อในยามวิกฤต
- DCA (Dollar-Cost Averaging): สำหรับมือใหม่ ควรเริ่มด้วยการ DCA โดยเฉพาะใน Index Fund หรือ ETF
- การเรียนรู้และวินัย: ศึกษาผลิตภัณฑ์การลงทุน, เข้าใจตัวเอง, กำหนด Stop Loss, Rebalance พอร์ตสม่ำเสมอ
- กองทุนรวม: เป็นเครื่องมือที่ดีสำหรับมือใหม่หรือผู้ที่ไม่มีเวลาติดตามตลาด ช่วยกระจายความเสี่ยงด้วยเงินจำนวนน้อย และมีผู้จัดการมืออาชีพดูแล รวมถึงประโยชน์ทางภาษี
- การเทรดด้วย Futures/Options: ต้องมีความรู้ความชำนาญสูง, มือใหม่ควรหลีกเลี่ยง Leverage หรือเริ่มจาก Level Rate ที่ต่ำ (ไม่เกิน 2 เท่า) และไม่ใช้เงินเต็มจำนวนที่วาง Marginไว้, TCH ปรับ Margin สูงขึ้นตามความผันผวน, ควรเช็คข่าวสารและพฤติกรรมตลาดอยู่เสมอ
ธีมการลงทุนระยะยาว/อนาคต
- วิน พรหมแพทย์ - หุ้นเทคในเอเชีย (Performance ดี, Valuationถูกกว่าหุ้นเทคสหรัฐฯ) และตราสารหนี้โลก (พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ10 ปี Yield เกิน 4% น่าสนใจ)
- วรุต รุ่งขำ - โลหะมีค่าอื่น ๆ นอกเหนือจากทองคำ (Rare Earth, Silver, Platinum, Copper) เนื่องจากความไม่เชื่อมั่นในเงิน Fiat และความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม AI, Semiconductor และแบตเตอรี่รถยนต์
- จรณเวท ศักดิ์ศรี - Climate Change/ESG เป็นธีมระยะยาวที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และมีผลิตภัณฑ์การลงทุนหลากหลาย
💡 บทสรุปส่งท้าย
คำแนะนำรวมจากวิทยากรทุกคนคือ "อย่าทุ่มเงินทั้งหมดในสินทรัพย์เดียว" การมีพอร์ตที่กระจายความเสี่ยงดี มีเงินสดสำรอง และมีวินัยในการตัดขาดทุน (Stop Loss) คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้นักลงทุนรอดพ้นจากพายุเศรษฐกิจครั้งนี้ไปได้
📺 รับชมคลิปเต็มย้อนหลัง
เพื่อเจาะลึกทุกรายละเอียดได้ที่ Youtube และ Facebook SET Zooom in :
👉 ชมย้อนหลัง SET Zooom in Live ตั้งวงเล่า ชาวลงทุน : https://youtu.be/3U7jmn5Rfpo


