
ประเทศไทย‘เสียของ’สังคมไทย‘เสียคน’
ประเทศไทยเต็มไปด้วย “สภาข้อเสนอ” ผู้เขียนจำได้ว่าตั้งแต่ปี 2535 หลังจากที่ประชาชนยึดอำนาจจากทหารได้อีกครั้ง
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
ประเทศไทยเต็มไปด้วย “สภาข้อเสนอ”
ผู้เขียนจำได้ว่าตั้งแต่ปี 2535 หลังจากที่ประชาชนยึดอำนาจจากทหารได้อีกครั้งหลังยุค รสช.เรืองอำนาจ ก็เกิดกระแสให้มีการปฏิรูปการเมืองอย่างคึกคัก มีการอภิปรายและสัมมนาทางวิชาการไปทั่วทุกที่ถึงปัญหาการเมืองการปกครองของประเทศไทย โดยเฉพาะการนำเสนอแนวทาง “รัฐธรรมนูญนิยม” คือการเขียนรัฐธรรมนูญให้ดี มีโครงสร้างและกลไกต่างๆ ที่มีประสิทธิภาพ เพิ่มกระบวนการตรวจสอบและเพิ่มอำนาจภาคประชาชน ก็จะสามารถป้องกัน “ธนาธิปไตย” และที่สำคัญคือ “อาจจะ” ป้องกันการแทรกแซงทางการเมืองของทหารได้
จนกระทั่งในปี 2537 มารุต บุนนาค ประธานรัฐสภา ได้จัดตั้งให้มีคณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตย โดยให้ นพ.ประเวศ วะสี เป็นประธาน ได้ทำการศึกษาปัญหาของการเมืองไทยและเสนอแนะแนวทางพัฒนาแก้ไขไว้หลายประการ โดยพบว่าปัญหาหลักของการเมืองไทยมี 2 เรื่อง คือ ความไม่สุจริตและความไร้ประสิทธิภาพของระบบการเมือง ดังนั้นจึงเสนอแนวทางว่า 1.การปฏิรูปทางการเมืองต้องแก้ไขปัญหาของระบบการเมืองทั้งระบบ 2.ต้องปฏิรูประบบการเมืองโดยขจัดการทุจริตทุกรูปแบบ สร้างเสถียรภาพทางการเมืองและส่งเสริมประสิทธิภาพขององค์กรทางการเมือง 3.ยกร่างรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ โดยทำให้แล้วเสร็จในคราวเดียวกัน ที่เรียกว่าแนวทางรัฐธรรมนูญนิยม และ 4. ยึดระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเป็นกรอบหลัก โดยมุ่งปรับปรุงระบบรัฐสภาให้เป็นระบบรัฐสภาแบบทันสมัยและมีเหตุผล
แต่ว่ารัฐบาลยุคนั้นที่ได้ชื่อว่า “ชวนเชื่องช้า” ก็ไม่สามารถผลักดันอะไรให้เป็นรูปธรรมได้ กระทั่งในสมัยรัฐบาลของ บรรหาร ศิลปอาชา ในปี 2538 ได้ตั้งคณะกรรมการปฏิรูปการเมือง ที่มี ชุมพล ศิลปอาชา เป็นประธาน ซึ่งก็เริ่มต้นด้วยการรวบรวมปัญหาและนำเสนอข้อแก้ไขต่างๆ เช่นเดียวกัน แต่ที่มีความแตกต่างก็คือ “การสร้างกระบวนการและกลไก” ที่จะนำไปสู่การเอาข้อเสนอเหล่านั้นไป “ปฏิบัติ” ให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม “โดยเร็ว”
นั่นก็คือการเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2534 ในมาตรา 211 ที่ว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จากที่ให้ สส.และ สว.ร่วมกันแก้ไขอย่างที่เคยทำมา ก็ให้ตั้ง “สภาร่างรัฐธรรมนูญ” จำนวน 99 คน ที่มาจากการเลือกกันเองของผู้เสนอตัวในแต่ละจังหวัด 36 คน (ตอนนั้นยังมี 76 จังหวัด) และจากผู้ทรงคุณวุฒิใน 3 ด้านอีก 23 คน คือ ผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน 8 คน ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์ หรือรัฐประศาสนศาสตร์ 8 คน และผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดินหรือการร่างรัฐธรรมนูญอีก 7 คน ซึ่งสภาร่างรัฐธรรมนูญก็สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพจนสำเร็จออกมาเป็นรัฐธรรมนูญปี 2540 ภายใต้กระบวนการการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนอย่างเข้มข้น จนได้ชื่อว่า “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน”
ที่เล่ามาอย่างค่อนข้างละเอียดนี้ก็เพื่อ “เตือนสติ” ให้แก่ผู้ที่กำลังทำหน้าที่ “ปฏิรูปประเทศ” อยู่ในขณะนี้ว่า ท่านกำลัง “มะงุมมะงาหรา” เป็น “คสช.ต้วมเตี้ยม” อยู่หรือไม่ ซึ่งถ้าจะว่ากันไปจริงๆ ก็มะงุมมะงาหรามาเกือบ 10 ปีแล้ว โดยนับจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 ที่เป้าหมายหลักอยู่ที่อดีตนายกฯ กับพรรคพวกที่ร่วมกันล้างผลาญโกงกินประเทศไทย แต่ก็มีเป้าหมายรองที่จะแก้ไขปัญหาสำคัญอื่นๆ ของประเทศด้วย อย่างที่ผู้เขียนได้เข้าไปเกี่ยวข้องก็คือคณะกรรมาธิการวิสามัญของสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อการแก้ปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และคณะกรรมการพัฒนาระบบงานตำรวจของรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ซึ่งก็จัดทำ “ข้อเสนอ” ไว้เป็นจำนวนมาก พิมพ์เป็นเอกสารไว้กว่าสิบเล่ม
หลังการเลือกตั้งในปลายปี 2550 มีรัฐบาลและรัฐสภาใหม่ ทุกเรื่องที่เคยทำไว้ในยุค คมช.ก็ “พับหาย” ไป ต่อมาในปี 2552 ผู้เขียนก็ได้รับเชิญให้ไปเป็นคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจ ซึ่งได้สรุปสำนวนส่งให้รัฐบาลไปแก้ไขกว่า 100 ราย พร้อมกับทำข้อเสนอเพื่อสร้างระบบที่เป็น “ธรรมาภิบาล” ขึ้นในระบบการบริหารบุคคลของตำรวจ แต่พอเปลี่ยนรัฐบาลข้อเสนอที่ได้มาอย่างยากลำบากนั้นก็ถูก “ฝังกลบ” เช่นเดียวกับรัฐบาลชุดนั้นได้ตั้งคณะกรรมการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยให้อาจารย์สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เป็นประธาน ก็ทำเป็นประเด็นแก้ไขออกมา 6 เรื่อง แต่ได้รับเอาไปแก้ในสภาเพียง 2 เรื่อง คือ เรื่องจำนวน สส.แบบเขตกับบัญชีรายชื่อ กับเรื่องการทำสัญญากับต่างประเทศ ส่วนข้อเสนออื่นที่ผู้เขียนเสียดายมากแต่ถูก “เพิกเฉย” ก็คือ การป้องกันการแทรกแซงของนักการเมืองในการบริหารราชการแผ่นดิน และการไม่ให้อัยการไปยุ่งเกี่ยวในกิจการของรัฐที่อาจจะมีข้อขัดแย้งหรือผลประโยชน์ทับซ้อน
ถ้าท่านทั้งหลายยังจำได้ หลังการรัฐประหารวันที่ 22 พ.ค. 2557 ก่อนที่จะมีสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) คสช.ได้ให้ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา (ปัจจุบันคือรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม) เป็นหัวหน้าคณะในการรวบรวมข้อเสนอเรื่องการปฏิรูปประเทศ ที่ทำเป็นหนังสือเล่มสวยออกมาสิบกว่าเล่มเช่นกัน และมีผู้คนจำนวนมากที่มาทำงานนี้ได้เป็นสมาชิก สปช. จากนั้นสมาชิก สปช.พวกถูก “ไล่” ออกไป อาจจะมีบางส่วนที่ คสช.หวังสร้างภาพความสมดุลให้เกิดความหลากหลายก็ได้หลงเหลือเข้าไปบ้าง แต่ก็คงจะมีอนาคตแบบทุกๆ “กลุ่มข้อเสนอ” ที่ผ่านมานั้น
ผู้นำของไทยทั้งที่มาจากเผด็จการและการเลือกตั้ง มี “ข้อเสีย” ที่นำมาซึ่งความเสื่อมของประเทศที่ไม่น่าให้อภัยเหมือนๆ กันคือ เอาคนระดับหัวกะทิของประเทศมา “ขยำเล่น” เพียงเพื่อหวังประโยชน์ในการรักษาอำนาจหรือสร้างภาพให้พวกตนว่ามีความชอบธรรม และ “ดูดี”
หลายๆ คนจึง “เสียคน” เพราะพวกคนที่ “ทำเสียของ”







