ปลดล็อกการเมือง คสช.มีแต่ได้กับได้

  • วันที่ 06 พ.ย. 2561 เวลา 09:21 น.

ปลดล็อกการเมือง คสช.มีแต่ได้กับได้

ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เป็นอีกครั้งที่รัฐบาลได้ออกมา ส่งสัญญาณว่าในเดือน ธ.ค.จะมีการ ปลดล็อกการเมือง เพื่อให้พรรคการเมืองสามารถดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้แบบ 100% โดยล่าสุดเป็นท่าทีที่ออกมาจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เมื่อวันที่ 1 พ.ย.ที่ผ่านมา

"ปลดล็อกแน่นอน ไม่เกิน ต้นเดือน ธ.ค.นี้ เวลานี้ คสช.ก็ปลดแล้ว มีการเดินไปหาสมาชิกพรรคกัน ได้แล้ว"

เดิมทีก่อนหน้านี้รัฐบาลได้เคย ส่งสัญญาณมาแล้วรอบหนึ่ง เมื่อครั้งคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบกับร่าง พระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง สว. โดยบอกว่าอาจจะมีการปลดล็อกในช่วงเดือน ธ.ค.เช่นกัน

ทั้งนี้ หากจะบอกถึงความเป็นไปได้มีมากน้อยเพียงใด ก็ต้องยอมรับว่ามีความเป็นไปได้พอสมควรที่การปลดล็อกจะเกิดขึ้นในเดือน ธ.ค.

ปัจจัยสนับสนุนสมมติฐานดังกล่าวมาจากการที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เตรียมกรอบเวลาการดำเนินการกระบวนการในการได้มาซึ่ง สว.ไว้แล้ว ซึ่งจะเริ่มต้นช่วงเดือน ธ.ค.  หาก คสช.ไม่ยอมปลดล็อกการเมือง ก็อาจจะกระทบต่อกระบวนการเลือก สว.ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

แต่ถ้าจะวิเคราะห์ถึงเหตุผล ที่แท้จริง คงจะหนีไม่พ้นเหตุผลในทางการเมือง

ต้องยอมรับว่าการปลดล็อกหรือ ไม่ปลดล็อก แทบไม่มีความหมายสำหรับพรรคการเมือง เนื่องจากแม้วันนี้จะยังไม่มีการปลดล็อกการเมือง ปรากฏว่าพรรคการเมืองหลายพรรคก็ฉวยโอกาสหาเสียงกันทางอ้อมกันอยู่แล้ว

บางพรรคอาศัยกระบวนการสรรหาผู้บริหารพรรค เพื่อลงพื้นที่พบกับสมาชิกพรรคของตัวเองทั่วประเทศ

บางพรรคอาศัยการบอกว่าเดินขอบคุณประชาชน ทั้งที่จริงแล้วด้านหนึ่งเป็นการหาเสียงไม่ต่างกัน

หรือบางพรรคใช้กระบวนการเชิญชวนให้ประชาชนมาสมัครสมาชิกพรรค แต่ทุกครั้งที่ลงพื้นที่ก็มีการประกาศนโยบายพรรคของพรรคแทบทุกครั้ง

เรียกได้ว่าทุกพรรคการเมืองตีกินกันไปหมดแล้ว ถ้าจะบังคับใช้กฎหมายกันจริงๆ ทุกพรรคต่างเข้าข่ายทำผิดกฎหมายทั้งหมด โดยเฉพาะคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ห้ามชุมนุมเกิน 5 คน

แต่ คสช.ก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ปล่อยให้พรรคการเมืองแอบแฝงหาเสียงกันต่อไปได้โดยสะดวก เหตุที่ คสช.ยอมให้พรรคการเมืองทำแบบนั้นได้ เนื่องจากไม่ต้องการให้ใครมาใช้เงื่อนไขว่า คสช.เข้ามาแทรกแซงการเลือกตั้ง

เพียงแค่เมื่อไม่นานมานี้ คสช.บอกเป็นการทั่วไปว่าฝากให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เข้าไปตรวจสอบกรณีการปล่อยให้บุคคลภายนอกเข้ามาครอบงำพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีโทษถึงขั้นยุบพรรค ปรากฏว่า คสช.กลายเป็นหมู่บ้านกระสุนตกทันที ก่อนที่ความเคลื่อนไหวในเรื่องดังกล่าวจะซาลงในเวลาต่อมา

ดังนั้น อาจเป็นเหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่ คสช.ยอมให้มีการปลดล็อกได้ในช่วงเดือน ธ.ค. เพื่อโอนอำนาจการคุมเลือกตั้งไปยัง กกต.ทั้งหมด เพื่อลดแรงเสียดทาน

ทั้งนี้ จะว่าไปแล้วเป็นเวลาที่มีความเหมาะสมไม่น้อย ภายใต้สมมติฐานที่ว่าจะมีการเลือกตั้งช่วงปลายเดือน ก.พ. หรือต้นเดือน มี.ค.

ถ้าการเลือกตั้งเกิดขึ้นจริงในช่วงเวลาข้างต้น พรรคการเมืองจะมีเวลาหาเสียงประมาณ 60 วัน จำนวนเวลา 2 เดือนเป็นเวลาที่ไม่มากและไม่น้อยจนเกินไป

"ไม่มากจนเกินไป" หมายความว่า รัฐบาลจะมีอำนาจพิเศษโดยไม่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดของรัฐธรรมนูญเหมือนกับรัฐบาลปกตินานจนเกินไป เพราะยิ่งรัฐบาลอยู่ในอำนาจพิเศษที่ว่านั้นนานเท่าไร แน่นอนว่า พล.อ.ประยุทธ์ ย่อมตกเป็นเป้าให้พรรคการเมืองใช้เป็น ข้ออ้างในการโจมตีมากขึ้นเท่านั้น

สถานการณ์แบบนั้นย่อมไม่เป็น ผลดีแก่พรรคพลังประชารัฐที่กำลังสะสมแต้มเพื่อเป็นเสียงข้างมากในการจัดตั้งรัฐบาล

นอกจากนี้ การเหลือเวลาให้หาเสียงประมาณ 60 วัน ยังเป็นการตัดกำลังของพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามไปในตัว เนื่องจากกว่าจะได้มาหาเสียงเต็มก็อาจต้องรอถึงปีใหม่ ซึ่งตอนนั้น พล.อ.ประยุทธ์ และพรรคพลังประชาชนก็นำพรรคการเมืองไปหลายก้าวแล้ว

"ไม่น้อยจนเกินไป" หมายความว่า รัฐบาลยังมีเวลามากพอสำหรับการผลักดันผลงานให้ออกดอกออกผลมากขึ้น ซึ่งขณะนี้ทั้งรัฐบาลและสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ก็กำลังร่วมประสานงานเพื่อออกกฎหมายเพื่อมา รองรับการทำงานให้กับรัฐบาลมากที่สุด

อย่างน้อยถ้ารัฐบาลมีผลงานในช่วงปลายอายุรัฐบาลก่อนการเลือกตั้งพอสมควร ก็จะช่วยให้เป็นจุดขายให้กับพรรคพลังประชารัฐในการหาเสียงด้วย ในฐานะที่เคยประกาศแนวทางการทำงานว่าพร้อมจะเข้ามาสานงานการปฏิรูปประเทศต่อให้จบ

การปลดล็อกที่ คสช.เคยมอง ในแง่ลบและส่งผลกระทบต่อ คสช. มาวันนี้ คสช.ได้คิดใหม่ทำใหม่ด้วยการมองว่าการปลดล็อกมีแต่จะทำให้ คสช.มีแต่ได้กับได้

กล่าวคือ ได้ลดกระแสต่อต้านว่า คสช.มีเจตนาจะไม่ให้มีการเลือกตั้ง และยังทำให้ได้เปรียบเหนือคู่แข่ง เพราะตัวเองสามารถมีอำนาจโดยสมบูรณ์เหมือนเดิมทุกประการ

แต่เหนืออื่นใดการยอมปลดล็อกการเมืองอย่างชัดถ้อยชัดคำในครั้งนี้  ของรัฐบาล เป็นการแสดงให้เห็นว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนและพรรคพลังประชารัฐก็พร้อมสำหรับการลงสนามครั้งนี้.--จบ--

          

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ