‘ลักวิทยา’
ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีประเด็นร้อนระอุที่คาบเกี่ยวกับวงการบันเทิงผ่านละครโทรทัศน์และวงการวรรณกรรม
โดย...เพรงเทพ
ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีประเด็นร้อนระอุที่คาบเกี่ยวกับวงการบันเทิงผ่านละครโทรทัศน์และวงการวรรณกรรมผ่านหนังสือนวนิยาย เรื่อง “พิษสวาท” ของ ทมยันตี หรือคุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์
เมื่อ พิชญ์อาภา พิศุทธ์เศรณี อาจารย์ประจำสำนักวิชาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตั้งข้อสังเกตและโพสต์ลงในเฟซบุ๊ก Pichaarpa Pisutserani ของตัวเองว่า ทมยันตียืมโครงเรื่องของ “พิษสวาท” มาจากเรื่อง “Ziska” ของ มารี คอเรลลิ นักเขียนชาวอังกฤษ (มีแปลเป็นภาษาไทยในชื่อ กงเกวียน โดย อมราวดี) ได้ถูกนำมาแชร์และเสนอเป็นประเด็นข่าวอยู่ในความสนใจของคนดูละครและคนอ่านหนังสืออยู่พอสมควร เพราะกระแสละครเรื่องนี้กำลังมาแรงในช่อง One
แน่นอน หากดูในเชิงการตลาดแล้ว การออกมาตั้งข้อสังเกตอย่างนี้ไม่ส่งผลกระทบกับละครโทรทัศน์ที่กำลังออกอากาศอยู่แต่อย่างใด? ประเด็น “พิษสวาท” ยืมพล็อตจากนิยายประโลมโลก-มหากาพย์ผจญภัย ของนักเขียนอังกฤษชื่อดัง สำหรับคนไทยกลับยิ่งส่งผลกับละครในมุมที่เพิ่มจำนวนคนดูให้มากขึ้น เพราะคนจากที่ไม่เคยสนใจละครเรื่องนี้ก็มาสนใจว่า พล็อตเรื่องเหมือนกันอย่างไร? รวมถึงส่งผลดีต่อยอดขายนวนิยาย “พิษสวาท” ของ ทมยันตี ที่จะมียอดขายเพิ่มขึ้นจากกรณีนี้แน่นอน รวมถึงวงการหนังสือเก่าที่มีการตามหาหนังสือแปล “กงเกวียน” ของ อมราวดี ที่แปลมาจากนวนิยาย Ziska” ของ มารี คอเรลลิ เพื่อจะมาอ่านเทียบเคียง คาดหว่าหายากและราคาคงพุ่งสูงขึ้นทันที
เมื่อมาพลิกดูเรื่องจริยธรรมและความรู้สึกผิดในการยืมพล็อตหรือการละเมิดลิขสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญา ก็น่าจะเป็นกรณีที่ถกเถียงกันอยู่ไม่น้อย แต่ถ้าจะให้ชัดเจนและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ในเรื่องการยืมพล็อตมาจากนวนิยายต่างประเทศแล้วมาแผลงแปลงประยุกต์ให้เป็นนวนิยายไทยหรือรสกลิ่นแบบไทย ก็ต้องเอาเรื่องเงื่อนเวลาและบริบททางสังคมมาประกอบการพิจารณา เพราะหากเอาชุดข้อมูลและความรู้สึกของกฎหมายลิขสิทธิ์ในปัจจุบันไปจับสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตหรือนวนิยายยุคก่อนที่จะมีกฎหมายลิขสิทธิ์ ปี 2537 ซึ่งนำมาบังคับใช้และกำกับดูแลทรัพย์สินทางปัญญามาวัดการเกิดขึ้นของนวนิยายเรื่องนี้ ยังไงคนที่ตั้งข้อสังเกตย่อมที่จะพูดถูกและได้แต่ประณามคนเขียนไปในตัว
เมื่อย้อนกลับไปในอดีต ตั้งแต่ยุคอาณานิคมเมื่อ 100 กว่าปีที่แล้ว ความคิดในเชิงยูโรเซนทริก หรือยุโรปเป็นจุดศูนย์กลางของโลก นิตยสาร “ลักวิทยา” เป็นหลักฐานที่สำคัญในการยอมรับตรงจุดนี้ ดังมีการบันทึกไว้ว่า ในปี 2427 ...เมื่อมีความนิยมก็มีการแปลมากขึ้น เช่น พระองค์เจ้ารัชนีแจ่มจรัสกรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ ทรงนำเค้าโครงเรื่อง Cinderella มาแปลเป็นภาษาไทย โดยใช้ชื่อว่า นางจินตลีลา ครั้นมาถึงครึ่งหลังของรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กลุ่มขุนนางที่ได้รับการศึกษาจากตะวันตกได้ออกนิตยสาร ชื่อ ลักวิทยา ขึ้นในปี 2443 โดยเป็นหนังสือรายเดือน ซึ่งได้แถลงวัตถุประสงค์ว่า “เรื่องที่จะลงในหนังสือพิมพ์ฉบับนี้จะเป็นเรื่องแปล หรือ ‘ลัก’ เอามาจากภาษาอื่นโดยมาก เพราะฉะนั้นหนังสือลักวิทยาจะเป็นล่ามในส่วนข่าวต่างประเทศ”
เพราะฉะนั้นการลักวิทยาในยุคนั้นเป็นการยอมรับอย่างถูกต้องในสังคมไทย เมื่อมาถึงยุคอเมริกันไลเซชั่นหรือสหรัฐอเมริกาเป็นใหญ่ ที่ส่งออกทุกอย่างให้เป็นแบบแผนเดียวกันทั่วโลก การผลิตทางศิลปวัฒนธรรมถูกแปลงให้เป็นสินค้ามีมูลค่าที่ถือเป็นทุนทางวัฒนธรรมและเป็นทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งไทยยอมรับเป็นตัวบทกฎหมายมีความผิดในฐานละเมิดในปี 2537 เพราะฉะนั้นก่อนหน้านั้น ซึ่งนวนิยาย “พิษสวาท” ได้ถูกเขียนขึ้นก่อนปี 2514 ซึ่งมีละครโทรทัศน์เวอร์ชั่นแรกออกมา แสดงให้เห็นว่าในยุคนั้นการยืมพล็อตหรือดัดแปลงนวนิยายจากต่างประเทศมาแผลงให้เป็นไทย ยังเป็นมาตรฐานปกติที่ทำกันโดยทั่วไปในสังคมไทย เพราะคนไทยรับได้ง่ายกว่าฟังจากต้นฉบับแท้ๆ เพราะมีกำแพงด้านภาษาคั่นอยู่
“พิษสวาท” จึงทำหน้าที่ของนวนิยายในบริบททางสังคมเมื่อ 40-50 ปีที่แล้วได้เป็นอย่างดีและสามารถสืบเนื่องมาจนปัจจุบัน แต่เมื่อเอาชุดความคิดทางด้านลิขสิทธิ์เคร่งครัดแบบตะวันตกเข้าไปจับและนำเรื่องกฎหมายลิขสิทธิ์ที่คนไทยรับรู้กันประมาณ 20 กว่าปีที่ผ่านมาเข้ามาพิพากษา โดยลืมเงื่อนเวลาของการเกิดและดำรงอยู่ผ่านยุคสมัย ก็กลายเป้นดราม่าเช่นนี้แหละ


