นักวิชาการ เตือน 8-9 เม.ย.ไทยร้อนพีก เหนือ-กลางแตะ 43 องศา
ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ โพสต์เตือนเมษายนนี้ไทยเผชิญอากาศร้อนสุดขั้ว ชี้ 8-9 เม.ย.เสี่ยงพีกก่อนสงกรานต์ บางพื้นที่อาจเกิน 42 องศา แนะเลี่ยงแดด-ดื่มน้ำมาก
KEY
POINTS
- ดร.สนธิ คชวัฒน์ เตือนว่าช่วงวันที่ 8-9 เมษายน ก่อนเทศกาลสงกรานต์ จะเป็นช่วงที่ประเทศไทยมีอากาศร้อนจัดที่สุดของปีนี้
- พื้นที่ภาคเหนือและภาคกลางคาดว่าจะมีอุณหภูมิสูงสุด แตะระดับ 40-43 องศาเซลเซียส ส่วนกรุงเทพฯ อาจสูงถึง 41 องศาเซลเซียส
- เตือนภัยสุขภาพจากอากาศร้อนจัด โดยเฉพาะเมื่ออุณหภูมิสูงกว่า 41 องศาเซลเซียส ซึ่งเสี่ยงต่อภาวะฮีทสโตรก (ลมแดด) และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ โพสต์เฟซบุ๊กเตือนประชาชนให้เฝ้าระวังสภาพอากาศร้อนจัดในช่วงเดือนเมษายนนี้ โดยระบุว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะ “Extreme heat” หรืออากาศร้อนสุดขั้ว และขอให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวัง โดยเฉพาะในช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์
โพสต์ดังกล่าวอ้างอิงข้อมูลจาก กรมอุตุนิยมวิทยา ที่แจ้งเตือนว่า ช่วงเวลาที่คาดว่าจะร้อนจัดที่สุดของปีนี้ อยู่ในช่วงก่อนสงกรานต์ โดยเฉพาะวันที่ 8-9 เมษายน 2569 ซึ่งหลายพื้นที่มีโอกาสเผชิญอุณหภูมิพุ่งสูงมาก
พื้นที่ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ ได้แก่ ภาคเหนือ และภาคกลางตอนบน ซึ่งมีโอกาสที่อุณหภูมิจะพุ่งสูงเกิน 42 องศาเซลเซียส ขณะที่ภาพรวมอุณหภูมิสูงสุดในแต่ละภูมิภาคคาดว่า
- ภาคเหนือ/ภาคกลาง อยู่ที่ประมาณ 40-43 องศาเซลเซียส
- กรุงเทพฯ และปริมณฑล อยู่ที่ประมาณ 35-41 องศาเซลเซียส
- ภาคใต้ อยู่ที่ประมาณ 34-39 องศาเซลเซียส
นอกจากนี้ ดร.สนธิ ยังหยิบยกงานวิจัยของ Dr. Fiona Rennie แพทย์ที่ปรึกษาด้านเวชศาสตร์ครอบครัวจาก Valiant Clinic ซึ่งศึกษาผลกระทบของอากาศร้อนในนครดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) โดยระบุว่า แม้อยู่ในที่ร่มหรือกลางแดด หากร่างกายต้องเผชิญอากาศร้อนในระดับต่างๆ เป็นเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง หรือน้อยกว่านั้น ก็อาจเกิดผลกระทบต่อร่างกายได้
งานวิจัยระบุว่า หากอุณหภูมิอยู่ที่ 39-40 องศาเซลเซียส สมองจะเริ่มสั่งงานช้าลง อวัยวะต่างๆ ทำงานช้าลง เหนื่อยง่าย และหายใจเร็วขึ้น
หากอุณหภูมิขยับขึ้นเป็น 40-41 องศาเซลเซียส ร่างกายอาจเกิดอาการหมดแรงอย่างชัดเจน จนรู้สึกอยากนอนลงกับพื้น
แต่หากอุณหภูมิสูงกว่า 41 องศาเซลเซียส ร่างกายจะเริ่มเข้าสู่ภาวะ Shut down หรือระบบต่างๆ เริ่มล้มเหลว เสี่ยงเกิดอาการ heat cramps หรือตะคริวจากการสูญเสียเกลือแร่, heat exhaustion หรือภาวะเพลียแดด มีอาการหัวใจเต้นเร็ว เหงื่อออกมาก รวมถึง heat stroke หรือโรคลมแดด ซึ่งเป็นภาวะอันตรายรุนแรง เพราะอุณหภูมิร่างกายพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนไม่สามารถระบายความร้อนได้ทัน และมีความเสี่ยงเสียชีวิตสูงมาก
ขณะที่หากอุณหภูมิพุ่งไปถึง 50 องศาเซลเซียส งานวิจัยระบุว่า ร่างกายจะไม่สามารถรับไหว และอาจเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว จนนำไปสู่การเสียชีวิตได้ทันที
ดร.สนธิ ระบุด้วยว่า เมื่ออุณหภูมิสูงตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียสขึ้นไป มีข้อแนะนำสำคัญที่ประชาชนควรปฏิบัติ ดังนี้
หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดด ในช่วงเวลา 09.00-15.00 น.
ดื่มน้ำบ่อยๆ อย่างน้อย 2 ลิตรต่อวัน
หากจำเป็นต้องออกแดด ควร แต่งกายมิดชิด กางร่ม ใส่หมวก สวมแว่นกันแดดที่ป้องกันรังสี UV มากกว่า 400 นาโนเมตร และทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป พร้อมลดระยะเวลาการอยู่กลางแจ้งให้น้อยที่สุด
หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ คาเฟอีน และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง เพราะอาจเร่งให้เกิดภาวะเพลียแดด และเพิ่มความเสี่ยงเกิด heat stroke ได้เร็วขึ้น
ควร หลบอยู่ในที่ร่มหรือในอาคาร เปิดพัดลมหรือเครื่องปรับอากาศช่วยระบายความร้อน และจิบน้ำเย็นเป็นระยะ
ทั้งนี้ ดร.สนธิ ย้ำว่า ช่วงเดือนเมษายนที่กำลังเข้าสู่เทศกาลสงกรานต์นี้ มีแนวโน้มเป็นช่วงที่อากาศ “ร้อนสุดขั้ว” จึงขอให้ประชาชนดูแลสุขภาพอย่างใกล้ชิด และอย่าประมาทกับอันตรายจากคลื่นความร้อน


