
กนกพร ฉัตรตระกูล เลือกในแบบที่ชอบทำในสิ่งที่ใช่
สาวสวยหน้าคมเข้ม ผิวน้ำผึ้ง วัย 30 ปี มีดีกรีการศึกษาถือว่ายอดเยี่ยม
โดย...อณุสรา ทองอุไร ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน
สาวสวยหน้าคมเข้ม ผิวน้ำผึ้ง วัย 30 ปี มีดีกรีการศึกษาถือว่ายอดเยี่ยม คือจบมัธยมปลายที่มหิดลวิทยานุสรณ์ มีผลการเรียนดีเลิศจนสามารถสอบเข้าแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร แต่ ตู้-กนกพร ฉัตรตระกูล ไม่ชอบ จึงสละสิทธิ์แล้วมาเลือกเรียนปริญญาตรีที่คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล แทน หลังเรียนจบเธอทำงานเป็นติวเตอร์อิสระอยู่ปีกว่า ก่อนจะได้ทุนไปเรียนต่อปริญญาโทด้านวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเทกซัส สหรัฐ (M.S U of Texas at El Paso) กลับมาเธอก็มาเป็นติวเตอร์อิสระอยู่อีกปีกว่า ก่อนจะได้ทุนไปเรียนปริญญาเอก ที่มหาวิทยาลัยมิสซูรี โคลัมเบีย สหรัฐ ซึ่งเธอเพิ่งเดินทางไปเรียนเมื่อต้นเดือนนี่เอง
ตู้เล่าว่า เธอชอบเรียนฟิสิกส์ วิทยาศาสตร์ ตอนอยู่ชั้นมัธยมปลายจึงเรียนสายวิทย์มาโดยตลอด แต่พอเรียนจบปริญญาตรีแล้วก็ค้นพบว่าชอบงานสอนด้วย แต่ก็ไม่ได้อยากเป็นครูอาจารย์แบบเต็มรูปแบบ เลยเลือกที่จะเป็นติวเตอร์สอนตามบ้านแทน ซึ่งคิวสอนของเธอนั้นเต็มล้นตลอด 7 วันเลยทีเดียว ตอนไปเรียนปริญญาโทที่อเมริกา เธอก็ทำงานพิเศษเป็นผู้ช่วยสอนอีกด้วย
ก่อนหน้านี้เธอเคยได้ทุนเรียนปริญญาเอกด้านฟิสิกส์นาโนจากมหาวิทยาลัยที่สหรัฐ ลองเรียนอยู่ 1 เทอม พบว่าไม่ชอบเธอจึงสละสิทธิ์ หลังจบปริญญาโทจึงกลับประเทศไทยมา 1 ปี เป็นติวเตอร์จนได้ทุนทำดอกเตอร์อีกครั้งทางด้านฟิสิกส์ชีวะทางการแพทย์ ซึ่งเป็นวิชาที่ประยุกต์สำหรับนำมาใช้ทำงานคู่กับวงการแพทย์ เป็นการเรียนที่หลากหลายผสมผสานอย่างที่เธอชอบเป๊ะ
เธอเล่าว่า สาขานี้ที่เมืองไทยมีน้อยมากๆ จบออกมาจะทำงานด้านวิจัยควบคู่ไปกับการสอนหนังสือ งานของเธอเมื่อจบมาก็จะมาทำงานฟิสิกส์ชีวะที่สนับสนุนงานด้านการแพทย์ เช่น เรื่องของการปล่อยรังสีเพื่อรักษาผู้ป่วยมะเร็ง ซึ่งเธอเคยลองไปฝึกงานด้านนี้ดูบ้างแล้ว และค้นพบจนแน่ใจว่าชอบแน่ๆ และทำงานด้านนี้ได้ตลอดไป
“ในการฉายรังสีจะต้องมีนักวิจัยอยู่ในห้องรักษาด้วย จะทำงานคู่กับแพทย์ ที่เมืองนอกเขามีคนทำหน้าที่นี้โดยตรง แต่ประเทศไทยเราไม่มีงบประมาณ บุคลากรตรงนี้จะขาด แพทย์ก็เลยต้องรับงานตรงนี้ไปด้วยทั้งที่งานล้นมือ โดยโรงพยาบาลอย่างจุฬาฯ เริ่มจะมีคนที่มารับหน้าที่ตรงนี้อย่างเต็มตัว ซึ่งจะทำให้การรักษามีประสิทธิภาพแม่นยำยิ่งขึ้น โดยนักฟิสิกส์จะดูแลกระบวนการฉายรังสีอย่างถูกต้องแม่นยำ ควรใช้เข็มยังไง ใช้กี่ครั้ง ปริมาณเท่าใด บางโรงพยาบาลมีเครื่องไม้เครื่องมือ แต่ไม่มีนักฟิสิกส์ที่จบด้านนี้โดยตรง เพราะมหาวิทยาลัยในบ้านเราไม่มีสาขาฟิสิกส์การแพทย์โดยตรง” เธอให้อรรถาธิบาย
กนกพร เล่าว่า ทุนเรียนดอกเตอร์ของเธอนั้น เป็นทุนให้เปล่าของมหาวิทยาลัยมิสซูรี “เขาให้เปล่าก็เพราะไม่ค่อยมีคนเลือกเรียนสาขานี้ เขาจึงพยายามหาแรงจูงใจ ซึ่งคนของเขาก็เรียนน้อย แต่ระหว่างเรียนต้องสอนไปด้วยเรียนไปด้วยตลอด 4 ปีที่เรียนที่นี่ โดยมีทุนวิจัยสนับสนุนการทำงานหากเธอสนใจที่จะทำวิจัยอะไรเพิ่มเติมก็สามารถขอทุนเพิ่มได้อีก”
เธอคิดว่า ตอนไปเรียนที่โคลัมเบียก็น่าจะหาทุนทำงานวิจัยเพิ่มไปด้วย เพราะเป็นโอกาสที่ดีตลอดเวลา 4 ปี ก็น่าจะมีงานวิจัยออกมาสักหนึ่งชิ้น และเอามาเป็นผลงานตอนจบได้ด้วย
เธอเล่าว่า ถ้าจบกลับมาก็จะมาทำงานเกี่ยวกับสิ่งที่เรียนมาและจะสอนหนังสือควบคู่กันไปด้วย ก็น่าจะทำงานในมหาวิทยาลัยที่มีคณะแพทยศาสตร์ หรือในมหาวิทยาลัยที่มีศูนย์วิจัยต่างๆ เป็นของตัวเอง แต่ถ้ามีโอกาสที่ดีในการทำงานที่อเมริกาก็จะทำสักพัก แต่ที่สุดก็จะกลับมาทำงานที่ประเทศไทยอย่างแน่นอน
ทางด้านหลักการทำงานนั้น เธอบอกว่าจะเลือกทำงานที่ชอบและที่ใช่จริงๆ เนื่องจากการที่ได้ทำงานที่เราชอบจะทำให้มีความสุขกับการออกไปทำงานทุกๆ วัน ทำให้มีความกระตือรือร้นในการสอน ทำตัวเองให้มีไฟอยู่เสมอๆ เราจะได้ทุ่มเทกับมันจริงๆ โดยการสอนพิเศษของเธอนั้น สอนตั้งแต่ระดับประถมจนถึงมัธยม มีการวัดผลใกล้ชิดว่าเมื่อได้มาติวเพิ่มแล้วเด็กมีผลการเรียนที่ดีขึ้นไหม เรียนทันเพื่อนหรือเปล่า มีความสุขสนุกกับการไปเรียนวิทยาศาสตร์เพิ่มบ้างไหม ซึ่งการสอนแบบตัวต่อตัวมีความใกล้ชิด การวัดผลก็จะง่าย รู้ปัญหา รู้พัฒนาการของเด็กได้เร็ว
“เด็กไทยเรียนหนักนะคะ ถ้าเทียบกับเด็กที่สหรัฐ สังเกตได้ว่าเด็กไทย เด็กในเอเชีย จะเรียนคณิตศาสตร์ได้ดีกว่าเพราะเราเรียนหนัก ชั่วโมงการเรียนเลข เรียนวิทย์ เยอะกว่า รูปแบบการใช้ชีวิตเด็กไทยยังเปิดโอกาสให้ได้บวกเลขในชีวิตประจำวัน การซื้อของทอนเงินต่างๆ แต่เด็กฝรั่งแม้แต่ในโรงเรียนก็รูดการ์ด ใช้คูปอง ไม่มีโอกาสได้บวกเลขมากนัก เด็กไทยให้แบงก์ 50 ซื้อขนม 15 ทอนเท่าไหร่มานั่งนับเหรียญ แม่ให้วิ่งไปซื้อส้มโลครึ่งให้ไป 100 ต้องทอนเท่าไหร่ เด็กเราได้คิดเลขตลอดเวลา เด็กฝรั่งรูดการ์ดปรื๊ดๆ จบ ซึ่งน่าเสียดายว่าโรงเรียนใหญ่ๆ ดังๆ ในบ้านเราเริ่มเอาการ์ดมาใช้ในโรงเรียน จะทำให้เด็กไม่มีโอกาสได้คิดเลขเลย แล้วทำให้เด็กฟุ่มเฟือยง่ายขึ้น เด็กๆ ไม่มีวุฒิภาวะ มีเงินเท่าไหร่ก็รูดจนหมด ไม่มีเงินเหลือมาหยอดกระปุก ฝึกการออมเหมือนเด็กสมัยก่อนเลย พอโตหน่อยก็ใช้เครื่องคิดเลขกันหมด เบอร์โทรศัพท์ก็เมมเบอร์อย่างเดียว ไม่จำกันแล้ว ไม่ได้พัฒนาสมองด้านนี้ พอโทรศัพท์หายจำเบอร์ใครไม่ได้เลย บางทีเทคโนโลยีมันก็ทำลายวัฒนธรรมบางอย่างไป” เธอกล่าวด้วยความห่วงใย
สำหรับในเรื่องการใช้ชีวิตนั้น ตู้ชอบใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย สบายๆ แต่มีกฎเณฑ์ ไม่ได้หมายความว่าต้องมีการตีกรอบจนแน่นเกินไป ส่วนเรื่องสไตล์การแต่งกายนั้น กนกพร บอกว่า เน้นเรียบง่ายดูดี แต่ต้องถูกกาลเทศะ ให้เกียรติคน ให้เกียรติสถานที่ ต้องรู้ว่าอะไรควร อะไรไม่ควร
“แต่งตัวไม่เก่ง วันธรรมดาไปติวเตอร์ก็กางเกงยีนส์ เสื้อยืด หน้าสดใส ถ้าต้องพบใครก็มีเสื้อคลุมแขนยาวคาร์ดิแกน ถ้าต้องไปงานก็ต้องกระโปรงสุภาพเรียบร้อย แต่งหน้าบางๆ เน้นทำให้ผิวพรรณสะอาดสดชื่น ไม่มีสิว ไม่มีฝ้า เมกอัพไม่เน้นการแต่งหน้าจัด มันไม่ใช่เรา ทาปากแดงนี่ไม่กล้าเลย ไม่เหมาะอย่างแรง”
บอกแล้วว่าเธอเป็นเด็กเรียนดีมาแต่เล็ก มีบ้างที่เครียดจากการเรียน เธอก็จะไปออกกำลังกาย ว่ายน้ำ วิ่ง ปั่นจักรยาน บางครั้งก็ฝึกสมาธิ นั่งนิ่งๆ สงบๆ ดีทอกซ์อารมณ์บ้าง ดูลมหายใจของตัวเอง อยู่กับตัวเอง อยู่กับปัจจุบัน คุยกับตัวเองเยอะๆ ถ้ารู้ว่าช่วงไหนเครียดมากก็จะปลอบโยนตัวเอง หยุดทำทุกอย่างสักพัก ให้เวลาตัวเองทบทวนตั้งสติ หยุดเครียด หยุดเศร้า รักษาเยียวยาตัวเอง







