
ทรัมป์หลบไปโชว์ห้องจัดเลี้ยงขณะเดโมแครตกวาดชัยคุมสภา ท้าทายอำนาจ
เดโมแครตคว้าชัยเลือกตั้งกลางเทอม พลิกครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา เตรียมตรวจสอบรัฐบาลทรัมป์ ขณะที่ประธานาธิบดีหันไปโชว์โครงการก่อสร้างห้องจัดเลี้ยงทำเนียบขาว
พรรคเดโมแครตประกาศใช้ชัยชนะอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งกลางเทอม เพื่อเพิ่มการตรวจสอบและจำกัดอำนาจประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งอาจทำให้การทำงานของรัฐบาลสหรัฐเผชิญภาวะชะงักงันในช่วง 2 ปีที่เหลือของวาระ
ผลเลือกตั้งสะท้อนกระแสไม่พอใจนโยบายของทรัมป์ โดยเฉพาะสงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่านที่ส่งผลให้ค่าครองชีพสูงขึ้น ทำให้เดโมแครตพลิกชนะในรัฐที่เป็นฐานเสียงสำคัญของรีพับลิกัน และครองเสียงข้างมากทั้งวุฒิสภาอย่างน้อย 54 ต่อ 44 เสียง และสภาผู้แทนราษฎร โดยได้ที่นั่งเพิ่มอย่างน้อย 28 ที่นั่ง
นับเป็นครั้งแรกที่ทรัมป์ต้องบริหารประเทศภายใต้สภาคองเกรสที่พรรคฝ่ายค้านครองเสียงข้างมาก หลังจากเคยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีระหว่างปี 2560-2564
ฮาคีม เจฟฟรีส์ ผู้นำเดโมแครตในสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า พรรคจะให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาค่าครองชีพและตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐบาล พร้อมย้ำว่าสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้ทำงานเพื่อทรัมป์ แต่ทำงานเพื่อประชาชนอเมริกัน โดยเจฟฟรีส์มีโอกาสขึ้นเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรผิวดำคนแรกในประวัติศาสตร์สหรัฐ
อย่างไรก็ตาม ในการปรากฏตัวต่อสื่อครั้งแรกหลังพรรครีพับลิกันพ่ายแพ้ ทรัมป์กลับใช้เวลาส่วนใหญ่เกือบ 1 ชั่วโมงนำเสนอความคืบหน้าโครงการก่อสร้างห้องจัดเลี้ยงแห่งใหม่ภายในทำเนียบขาว โดยระบุว่าทำเนียบขาวเป็นสัญลักษณ์สูงสุดของอเมริกา จึงต้องได้รับการปรับปรุงให้สมบูรณ์แบบ พร้อมกล่าวว่าการทำงานดังกล่าวช่วยให้ตนรู้สึกผ่อนคลาย
ทรัมป์กล่าวถึงผลเลือกตั้งเพียงสั้น ๆ โดยระบุว่ายังสามารถทำงานร่วมกับเดโมแครตได้ หากอีกฝ่ายไม่ขัดขวางการทำงาน พร้อมย้ำว่าตนมีอำนาจยับยั้งกฎหมาย (Veto)
ชัยชนะของเดโมแครตครั้งนี้เกิดขึ้นในหลายรัฐที่เคยเป็นฐานเสียงรีพับลิกัน โดยรัฐเท็กซัส เดโมแครตคว้าที่นั่งวุฒิสมาชิกได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2531 และสามารถโค่นเกร็ก แอบบอตต์ ผู้ว่าการรัฐที่ดำรงตำแหน่งมา 3 สมัย
ขณะที่รัฐแคนซัสได้วุฒิสมาชิกจากเดโมแครตเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 100 ปี ส่วนรัฐเซาท์แคโรไลนาสามารถสกัดผู้สมัครวุฒิสมาชิกที่ทรัมป์ให้การสนับสนุนได้สำเร็จ
สำหรับรัฐอะแลสกาและมิสซิสซิปปี ผลเลือกตั้งวุฒิสมาชิกยังไม่ประกาศอย่างเป็นทางการ ทำให้เดโมแครตมีโอกาสเพิ่มเสียงข้างมากเป็น 56 ต่อ 44 เสียง
เมื่อสมาชิกสภาชุดใหม่เริ่มปฏิบัติหน้าที่ในเดือนม.ค. 2570 เดโมแครตเตรียมใช้อำนาจในสภาเปิดการสอบสวนรัฐบาล ครอบครัว และบุคคลใกล้ชิดทรัมป์ รวมถึงใช้เสียงข้างมากในวุฒิสภาสกัดการรับรองบุคคลที่ประธานาธิบดีเสนอชื่อเข้าดำรงตำแหน่งสำคัญ ตลอดจนผู้พิพากษาศาลสูงสุด หากมีตำแหน่งว่างลง
ด้านทรัมป์ยอมรับว่าสงครามกับอิหร่านเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้รีพับลิกันพ่ายแพ้ แต่ยังยืนยันว่าการตัดสินใจทำสงครามเป็นสิ่งที่ถูกต้อง
ขณะที่เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐ ระบุผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า สงครามเป็นสาเหตุสำคัญของความพ่ายแพ้ พร้อมตั้งคำถามว่าการสูญเสียเสียงข้างมากในวุฒิสภาไปอีก 6 ปี คุ้มค่ากับการทำสงครามหรือไม่
ผลเลือกตั้งยังสะท้อนว่าประเด็นเศรษฐกิจมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของประชาชนมากกว่าประเด็นทางสังคมที่รีพับลิกันใช้โจมตีเดโมแครต โดยเดโมแครตหาเสียงด้วยการชูปัญหาค่าครองชีพ การขึ้นภาษีนำเข้า และผลกระทบจากสงครามอิหร่าน รวมถึงตั้งคำถามเรื่องผลประโยชน์ทางธุรกิจของครอบครัวทรัมป์
ทั้งนี้ ชัยชนะของเดโมแครตยังสร้างประวัติศาสตร์ทางการเมืองหลายด้าน โดยคีชา แลนซ์ บอตทอมส์ จากเดโมแครต ชนะเลือกตั้งเป็นผู้ว่าการรัฐจอร์เจียหญิงผิวดำคนแรกของสหรัฐ ขณะที่เด็บ ฮาแลนด์ คว้าตำแหน่งผู้ว่าการรัฐนิวเม็กซิโก กลายเป็นผู้หญิงชนพื้นเมืองอเมริกันคนแรกที่ดำรงตำแหน่งดังกล่าว







