
จีนเชือด 7 นิติบุคคลสหรัฐฯ เตือนอย่าล้ำเส้นก่อนหมดข้อตกลงสงบศึก
จีนเดินหน้าใช้กฎหมายการค้าระหว่างประเทศฉบับปรับปรุงใหม่ คว่ำบาตร 7 นิติบุคคลสหรัฐฯ ปรามรัฐบาลทรัมป์ ไม่ให้ยกระดับกีดกันทางการค้า
รัฐบาลจีนเปิดฉากใช้กฎหมายการค้าระหว่างประเทศฉบับใหม่ ตอบโต้การกีดกันทางเทคโนโลยีของสหรัฐฯ อย่างรุนแรง ประกาศ 5 มาตรการรวด ครอบคลุมการคว่ำบาตร 7 นิติบุคคลสหรัฐฯ ระงับสิทธิตรวจสอบมาตรฐาน CCC และสั่งสอบความมั่นคงไซเบอร์บริษัทชั้นนำอย่าง Palo Alto Networks สะเทือนซัพพลายเชนโลก
“ประเด็นที่น่าจับตามองที่สุด ไม่ใช่เพียงการที่รัฐบาลปักกิ่งเดินหน้าติดอาวุธทางกฎหมายเท่านั้น แต่คือความพร้อมที่จะนำเครื่องมือเหล่านี้มาบังคับใช้อย่างจริงจัง ซึ่งนับเป็นสัญญาณอันชัดเจนว่าจีนพร้อมตอบโต้แบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน” — ศาสตราจารย์เฮนรี เกา ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยการจัดการแห่งสิงคโปร์ (SMU)
ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้ไม่เพียงสะท้อนศักยภาพของจีนในการรับมือ แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณเตือนอย่างแข็งกร้าว ก่อนที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อพบหารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในช่วงปลายเดือนกันยายนนี้
5 มาตรการตอบโต้จากรัฐบาลจีน
ชุดมาตรการที่ประกาศออกมารวดเดียว 5 ฉบับเมื่อวันพุธ นับเป็นการใช้อำนาจตาม "กฎหมายการค้าระหว่างประเทศฉบับปรับปรุงใหม่" เพื่อตรวจสอบด้านความมั่นคงแห่งชาติเป็นครั้งแรก โดยพุ่งเป้าไปที่จุดยุทธศาสตร์สำคัญของซัพพลายเชนสหรัฐฯ
|
มาตรการ |
รายละเอียดเชิงลึก |
|
1. คว่ำบาตรนิติบุคคลสหรัฐฯ |
สั่งแบน 7 นิติบุคคล รวมถึง Applied DNA Sciences, Responsible Business Alliance และ Compliance Testing |
|
2. สอบสวนความมั่นคงไซเบอร์ |
ตรวจสอบผลิตภัณฑ์ของ Palo Alto Networks Inc. บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของสหรัฐฯ อ้างเหตุผลปกป้องโครงสร้างพื้นฐาน |
|
3. ระงับสิทธิตรวจสอบมาตรฐาน (CCC) |
ระงับสิทธิหน่วยงานสหรัฐฯ ในการตรวจสอบโรงงานสำหรับใบรับรองความปลอดภัย CCC บังคับให้ผู้ผลิตหาหน่วยงานอื่นแทน |
|
4. คุมเข้มการส่งออก |
จำกัดการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีโดรน |
|
5. ตรวจสอบอุปกรณ์สำนักงาน |
สอบสวนด้านความมั่นคงต่อเครื่องพิมพ์และเครื่องถ่ายเอกสารที่ใช้ซอฟต์แวร์ต่างประเทศ |
สถานการณ์ดัวกล่าวเกิดขึ้นเพียง 1 สัปดาห์ หลังจากสหรัฐฯ สั่งแบนเทคโนโลยีหุ่นยนต์จากต่างชาติ และหลังจากคณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสารของสหรัฐฯ (FCC) มีคำสั่งจำกัดการนำเข้าหุ่นยนต์และเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า (Inverter) เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม
ตามมาด้วยการที่กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐฯ (DHS) ขึ้นบัญชีดำบริษัทจีน 43 แห่งในข้อหาการใช้แรงงานบังคับ
ก่อนหน้านี้ มาตรการตอบโต้ของจีนมักดำเนินไปในลักษณะเชิงสัญลักษณ์เป็นหลัก เช่น การจำกัดการทำธุรกิจกับบริษัทด้านยุทโธปกรณ์ของสหรัฐฯ ซึ่งแทบไม่ได้มีฐานการดำเนินงานในจีนอยู่แล้ว
ทว่าในครั้งนี้ รัฐบาลปักกิ่งได้ปรับเปลี่ยนท่าที โดยหันมาพุ่งเป้าโจมตีไปที่ 'กลไกสำคัญซึ่งอยู่เบื้องหลังมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ' โดยตรง โดยมุ่งเน้นไปที่กลุ่มบริษัทผู้ให้บริการตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎระเบียบ และการประเมินความเสี่ยง
ไรอัน เอตซ์คอร์น ผู้อำนวยการอาวุโสของบริษัทที่ปรึกษา แองคูรา ไชน่า แอดไวเซอร์ส ชี้ให้เห็นว่า มาตรการล่าสุดนี้จะสร้างความยุ่งยากและผลกระทบอย่างรุนแรงต่อบริษัทข้ามชาติ เนื่องจากทางการจีนได้ขยายขอบเขตการตอบโต้ลึกเข้าไปถึง 'กระบวนการตรวจสอบและจัดการห่วงโซ่อุปทานในระดับปฏิบัติการรายวัน'
กรณีที่สะท้อนให้เห็นภาพชัดเจนคือ การประกาศคว่ำบาตรบริษัท คอมพลายแอนซ์ เทสติง (Compliance Testing) ในรัฐแอริโซนา ซึ่งทางการจีนระบุว่า บริษัทดังกล่าวมีส่วนสนับสนุนคณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสารของสหรัฐฯ (FCC) ในการบังคับใช้มาตรการกีดกันจีน
นอกจากนี้ การระงับสิทธิการออกใบรับรองมาตรฐานสินค้าจีน (CCC) ภายในสหรัฐฯ ยังจะส่งผลให้กลุ่มผู้ผลิตอเมริกันต้องแบกรับต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น ตลอดจนต้องเผชิญกับความล่าช้าในกระบวนการต่างๆ อย่างมหาศาลอีกด้วย
อนาคต "ข้อตกลงสงบศึกการค้า" สหรัฐฯ-จีน
แม้การเดินหมากของจีนในครั้งนี้จะดูดุดัน แต่โฆษกกระทรวงพาณิชย์จีนระบุว่า มาตรการที่นำมาใช้ยังถือเป็นการ "รักษาระดับความยับยั้งชั่งใจ" เพื่อเว้นพื้นที่ให้สหรัฐฯ กลับมาเจรจาหาทางออกร่วมกัน
ทว่าจีนก็ส่งสัญญาณชัดเจนว่าพร้อมใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด หากรัฐบาลวอชิงตันยังคงเดินหน้ากีดกันทางการค้าเพิ่มเติม
ในขณะนี้ ทั้งสองฝ่ายต่างกำลังประคับประคองข้อตกลงสงบศึกทางการค้าชั่วคราว (กรอบระยะเวลา 1 ปี) ซึ่งจะหมดอายุลงในเดือนพฤศจิกายนนี้ ข้อตกลงดังกล่าวเปรียบเสมือนกันชนทางการค้า โดยครอบคลุมทั้งการระงับกำแพงภาษีนำเข้าบางส่วน การผ่อนปรนกฎระเบียบด้านแร่หายาก และการระงับการสอบสวนอุตสาหกรรมต่อเรือของจีน
ในอีกด้านหนึ่ง ท่าทีของรัฐบาลปักกิ่งกลับปลุกกระแสชาตินิยมภายในประเทศให้คึกคักขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หู ซีจิ้น อดีตบรรณาธิการบริหารของ Global Times ได้โพสต์ข้อความผ่านเวยป๋อ (Weibo) ซึ่งสะท้อนอารมณ์ของสังคมจีนในขณะนี้ว่า “จีนจะไม่ยอมเป็นประเทศที่ต้องทนรับแรงกดดันจากสหรัฐฯ เพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป”







