
ครม.ไฟเขียวประกันภัยพิบัติแห่งชาติ ตั้งเป้า 30 ล้านครัวเรือน
ครม.เห็นชอบหลักการระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ รัฐหนุนค่าเบี้ยคุ้มครอง อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว บ้านเสียหายรับสูงสุด 1 แสนบาท เสียชีวิตจ่าย 2 ล้านบาท
คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในหลักการจัดตั้ง “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” พร้อมให้ภาครัฐจัดซื้อประกันภัยเพื่อคุ้มครองที่อยู่อาศัยของประชาชนประมาณ 30 ล้านครัวเรือน ครอบคลุม 3 ภัยสำคัญ ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว โดยรัฐบาลจะสนับสนุนค่าเบี้ยประกันภัย เพื่อปรับแนวทางรับมือภัยพิบัติจากการรอเยียวยาหลังเกิดเหตุ สู่การเตรียมระบบรองรับความเสี่ยงล่วงหน้า
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ระบบดังกล่าวจะช่วยให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติสามารถเข้าถึงเงินสินไหมทดแทนได้รวดเร็วขึ้น และมีวงเงินช่วยเหลือที่เหมาะสมกว่าระบบเยียวยาในรูปแบบเดิม ขณะที่ภาครัฐสามารถบริหารความเสี่ยงและวางแผนงบประมาณสำหรับช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
จ่ายเบื้องต้นภายใน 15 วัน สูงสุด 1 แสนบาท
สำหรับหลักเกณฑ์การจ่ายค่าสินไหมทดแทน เบื้องต้นกำหนดให้กรณี อุทกภัย จ่ายเงินส่วนแรก 10,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน
ส่วนกรณี วาตภัยหรือแผ่นดินไหว จะจ่ายเงินส่วนแรก 5,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน ภายใน 15 วัน และจ่ายเพิ่มเติมตามมูลค่าความเสียหายจริง โดยกำหนดวงเงินค่าสินไหมทดแทนรวม ไม่เกิน 100,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน
ขณะที่กรณี เสียชีวิตจากภัยที่อยู่ภายใต้ความคุ้มครอง จะได้รับเงินผลประโยชน์ รายละ 2 ล้านบาท
เร่งจัดทำระบบ ป้องกันมาตรการซ้ำซ้อน
ครม.มอบหมายให้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เร่งจัดทำระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติให้แล้วเสร็จโดยเร็ว พร้อมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนข้อมูลที่จำเป็น
นอกจากนี้ ยังให้เร่งศึกษาแนวทางการยกเลิก แก้ไข หรือปรับปรุงระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้ระบบประกันภัยใหม่เกิดความซ้ำซ้อนกับมาตรการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประสบภัยที่มีอยู่เดิม
รัฐบาลมองว่าระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติจะเป็นการยกระดับการบริหารจัดการภัยพิบัติของประเทศจาก “รอเกิดเหตุแล้วเยียวยา” สู่ “เตรียมระบบรองรับความเสี่ยงล่วงหน้า” เพื่อให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองและเงินชดเชยอย่างรวดเร็วเมื่อเกิดภัย พร้อมช่วยให้ภาครัฐบริหารความเสี่ยงและงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น







