ชีวิต (ดิจิตัล) หลังความตาย |จะเกิดอะไรขึ้นกับข้อมูลออนไลน์เมื่อคุณตายไปแล้ว

วันที่ 08 มี.ค. 2563 เวลา 11:52 น.
ชีวิต (ดิจิตัล) หลังความตาย |จะเกิดอะไรขึ้นกับข้อมูลออนไลน์เมื่อคุณตายไปแล้ว
คอลัมน์ DigiTalk

เมื่อเราตายไปแล้ว ร่างกายของเราจะถูกกลับไปเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติไม่ว่าจะถูกเผาเป็นเถ้าถ่านหรือฝังไว้ที่สุสาน ซึ่งก็แล้วแต่ตามความเชื่อทางศาสนาซึ่งแตกต่างกับชะตากรรมชีวิตดิจิตัลของเราอย่างสิ้นเชิง

ชีวิตดิจิตัลหลังความตายมันซับซ้อนกว่านั้นมาก

ก่อนหน้าที่เราจะมีอินเตอร์เน็ตใช้กันนั้น ไฟล์ของเราจะถูกเก็บไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์หรือ ซีดี ซึ่งเมื่อเราลาโลกนี้ไปแล้วญาติหรือคนใกล้ชิดสามารถเปิดข้อมูลนั้นได้ง่าย (หากคุณไม่ได้ตั้งรหัสเอาไว้)

แต่ทุกวันนี้ ในยุคที่อินเตอร์เน็ตกลายเป็นปัจจัยที่ห้าของคนในสังคม ข้อมูลชีวิตของเราแพร่กระจายไปกว้างไกลเสียยิ่งกว่าไวรัส เราสมัครสมาชิกไว้ที่เว็บไหนบ้าง แอพไหนบ้าง, Facebook รู้ว่าเราชอบอะไร เกลียดใคร, Google รู้ว่าเราสนใจเรื่องอะไร, Shopee รู้ว่าเราชอบซื้ออะไร,

Spotify รู้ว่าเราชอบฟังเพลงแบบไหน, Youtube รู้ว่าเราชอบดูคลิปอะไร หากคุณเก็บรหัสเข้าเว็บหรือแอพต่างๆไว้คนเดียว

ข้อมูลของคุณเหล่านี้จะตกไปอยู่ที่ใครหลังจากคุณตายไปแล้ว?

Facebook

เนื่องจากมีผู้ใช้จำนวนมาก ผู้ใช้ที่ลาโลกนี้ไปแล้วก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทาง Facebook มีทางเลือกให้ 2ทางในกรณีที่ผู้ใช้งานเสียชีวิตไปแล้ว คือ

1. เปลี่ยนโปรไฟล์ผู้เสียชีวิตเป็นหน้าแสดงความไว้อาลัย หรือ Memorial Page ไปตลอดกาล ซึ่งจะทำให้หยุดการแสดงในรายชื่อ “คนที่คุณอาจจะรู้จัก” และแสดงโปรไฟล์ผู้เสียชีวิตเพียงเล็กน้อย

2. Legacy Contact หรือผู้สืบทอดบัญชีเหมือนกับเป็นการทำพินัยกรรมมอบสิทธิ์ให้ผู้อื่นเข้ามาดูแลแทนหลังเราลาโลกไปแล้วซึ่งดิฉันได้เลือกเพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยเรียนให้มาเป็นผู้จัดการโปรไฟล์ในกรณีที่ดิฉันเสียชีวิตไปแล้ว

3. ให้ลบบัญชีไปเลยเมื่อเราเสียชีวิตแล้วทั้ง 3 วิธีนี้ จะเกิดขึ้นได้ ทางญาติต้องส่งหลักฐานการเสียชีวิต ให้กับทาง Facebook เพื่อตรวจสอบและอนุมัติก่อน

Google

หากญาติต้องการปิดบัญชีหรือเข้าถึงบัญชีของผู้เสียชีวิต จะต้องแสดงหลักฐานการเสียชีวิตด้วยเช่นกัน

อีกวิธีหนึ่งซึ่งออกมาในปี 2013 คือ “Inactive Account Manager”ซึ่งทำให้เราวางแผนการจัดการบัญชีก่อนตายได้ โดยคุณเข้าไปที่ลิงค์นี้https://myaccount.google.com/inactive แล้วล็อกอินเพื่อจัดการว่า

1. หากบัญชีคุณไม่มีการเคลื่อนไหว จะให้ Google รอนานเท่าไหร่ ก่อนที่จะติดต่อกลับซึ่งเราสามารถเลือกได้ตั้งแต่ 3-18 เดือน

2. เบอร์โทรศัพท์และอีเมล์อะไร เพื่อให้ติดต่อกลับไป3. จะส่งเมล์และโทรติดต่อแจ้งใครบ้าง เมื่อบัญชีไม่มีการเคลื่อนไหว ซึ่งสามารถเลือกได้ถึง 10 คน

4. เราสามารถตั้งอีเมล์ตอบกลับอัตโนมัติ ในกรณีที่มีคนส่งเมล์เข้ามาหลังจากเราเสียชีวิตไปแล้ว

5. เลือกว่าจะให้ Google ลบบัญชีเราหลังจากนั้นมั้ยสำหรับดิฉันเลือกให้ติดต่อลูกหากบัญชีดิฉันไม่มีการเคลื่อนไหวเป็นเวลา 18 เดือนหลังจากนั้นก็ให้ลบบัญชีทิ้งไปเลย

Instagramจะคล้ายๆ Facebook (แหงสิ เจ้าของเดียวกันนิ!)คือให้ญาติส่งหลักฐานการเสียชีวิตเพื่อเปลี่ยนบัญชีให้เป็นบัญชีเพื่อแสดงความไว้อาลัย หรือให้ลบบัญชีได้

Twitter

ไม่มีทางเลือกอย่างอื่นนอกจาก ให้ญาติส่งหลักฐานการเสียชีวิต เพื่อหยุดการใช้งานบัญชีนั้นเสีย โดยทางญาติไม่สามารถเข้ามาบริหารจัดการแทนได้

Youtube

เนื่องจาก Youtube เป็นของ Google ดังนั้น หากคุณเข้าไปจัดการใน “Inactive Account Manager” ก็จะครอบคลุมถึง Youtube ด้วย

iTunesแย่หน่อยค่ะที่บัญชี iTunes ของคุณจะไม่ได้ไปต่อ เพราะข้อมูลในนั้นคุณแค่ซื้อลิขสิทธิ์เพื่อเข้าถึงสิ่งบันเทิงต่างๆ เท่านั้น คุณไม่ได้เป็นเจ้าของค่ะ เสียใจด้วย

Paypal

เนื่องจาก Paypal คือระบบการชำระเงินออนไลน์ ดังนั้น การที่ญาติต้องการปิดหรือเข้าถึงบัญชี จะยุ่งยากหน่อยเพราะมันเกี่ยวกับเรื่องเงินๆ ทองๆ เช่น ต้องแสดงหลักฐานการเสียชีวิตและหลักฐานอื่นๆ

ตามที่ทาง Paypal กำหนดและต้องโทรติดต่อไปเพื่อแจ้งให้ทำการปิดบัญชี และยิ่งถ้าผู้เสียชีวิตยังมีเงินค้างอยู่ในบัญชี ทาง Paypal อาจมีการขอเอกสารเพิ่มเติมด้วยค่ะ

บทสรุป

ชีวิตคนเราไม่แน่นอน บางคนสุขภาพแข็งแรง แต่อาจโชคร้ายเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้นได้ ดังนั้นการที่เราคิดเผื่อคนที่อยู่ข้างหลังในวันที่เราไม่อยู่แล้ว เป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลยหลายครั้งหลายคราที่ต้องเห็นญาติผู้เสียชีวิตมีปัญหายุ่งยากในการจัดการทรัพย์สินต่างๆ ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ มั่นใจในศักยภาพตัวเองอย่างไร

ดิฉันแนะนำว่าควรเริ่มวางแผนเรื่องการจัดการมรดกทรัพย์สินได้แล้ว จัดการทรัพย์สินในชีวิตแล้ว ก็อย่าลืมจัดการข้อมูลออนไลน์ของคุณด้วย ว่าจะทำอย่างไรกับมันต่อไป เช่นจะให้ใครมารับช่วงต่อหรือให้ลบบัญชีทิ้งไปเลย

ผู้ให้บริการบางรายจะลบบัญชีคุณทิ้งไปเลยหากไม่มีการเคลื่อนไหว เช่น Dropbox และ Tik Tok แต่ขอให้ทราบไว้ว่าตราบใดที่ข้อมูลของคุณยังอยู่บนอินเตอร์เน็ตหลังจากที่คุณเสียชีวิตไปแล้ว และไม่มีใครเข้ามาจัดการอะไร ข้อมูลนั้นไม่ได้เป็นของคุณนะคะ

ข้อมูลนั้นจะยังถือว่าผู้ให้บริการนั้นเป็นเจ้าของข้อมูลของคุณทั้งหมด คุณไม่มีสิทธิ์เรียกร้อง เพราะกฎหมายเรื่องนี้ยังไม่ครอบคลุม ภาครัฐยังตามเทคโนโลยีไม่ทัน ดังนั้น ในขณะที่ยังมีลมหายใจอยู่ อย่ามองข้ามจุดนี้ไป เพื่อความสบายใจของคุณและคนข้างหลังค่ะ