
ธุรกิจเล็กสหรัฐฟ้องภาษีทรัมป์รอบใหม่ ขณะหลายชาติเตรียมตอบโต้
ผู้ประกอบการรายย่อยสหรัฐยื่นฟ้องรัฐบาลทรัมป์ ค้านเก็บภาษีนำเข้าจาก 60 คู่ค้า ชี้ใช้อำนาจเกินขอบเขตกฎหมาย ขณะที่หลายประเทศแสดงความไม่พอใจและเตรียมตอบโต้
ผู้ประกอบการรายย่อยของสหรัฐฯ 2 ราย ยื่นฟ้องต่อศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ในนครนิวยอร์ก เพื่อท้าทายมาตรการเรียกเก็บภาษีนำเข้ารอบใหม่ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมีผลบังคับใช้กับสินค้านำเข้าจากคู่ค้า 60 เขตเศรษฐกิจ
โดยระบุว่ามาตรการดังกล่าวใช้อำนาจเกินขอบเขตที่กฎหมายกำหนด และเป็นการนำมาตรการภาษีที่ศาลเคยวินิจฉัยว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายกลับมาใช้อีกครั้ง
คดีดังกล่าวระบุว่า การใช้มาตรการภายใต้ มาตรา 301 ของ Trade Act ปี 1974 จำเป็นต้องมีหลักฐานและข้อค้นพบที่ชัดเจนเกี่ยวกับการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมของแต่ละประเทศ แต่รัฐบาลกลับใช้มาตรการในวงกว้างกับหลายประเทศพร้อมกัน ซึ่งไม่สอดคล้องกับแนวปฏิบัติทางกฎหมายที่ผ่านมา
รัฐบาลทรัมป์ เริ่มบังคับใช้ภาษีนำเข้าใหม่ในอัตรา 10% และ 12.5% กับคู่ค้า 60 เขตเศรษฐกิจ รวมถึงสหภาพยุโรป (EU) โดยให้เหตุผลว่าประเทศเหล่านี้ยังดำเนินมาตรการไม่เพียงพอในการสกัดกั้นการส่งออกสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับ (Forced Labor)
ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวมีผลทันทีหลังภาษีนำเข้าทั่วโลกชั่วคราวในอัตรา 10% สิ้นสุดลง
การประกาศดังกล่าวจุดกระแสคัดค้านจากหลายประเทศ โดย จีน ย้ำว่าคัดค้านมาตรการภาษีฝ่ายเดียวทุกประเภท พร้อมระบุว่าสงครามการค้าไม่เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายใด
ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ เปิดเผยกับฝ่ายจีนว่า มีแผนปรับอัตราภาษีสินค้าจีนกลับขึ้นสู่ระดับ 20%ตามที่เคยตกลงกันในการพักรบทางการค้าระหว่าง ทรัมป์ กับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 แต่จะไม่เกินระดับดังกล่าว
ก่อนหน้าการประกาศครั้งนี้ อัตราภาษีสินค้าจากจีนอยู่ที่ 10% ไม่รวมภาษี 25% ที่สหรัฐฯ กำหนดกับสินค้าอุตสาหกรรมบางประเภทตั้งแต่สมัยรัฐบาล Trump ชุดแรก
ด้าน ออสเตรเลีย และ บราซิล ระบุว่ามาตรการดังกล่าวไม่มีเหตุผลรองรับและเตรียมผลักดันให้มีการยกเลิก ขณะที่ นอร์เวย์ระบุว่าไม่มีพื้นฐานทางกฎหมายรองรับ ส่วน แคนาดา ซึ่งเพิ่งถูกสหรัฐฯ ขึ้นภาษีสินค้ามูลค่า 20,000 ล้านดอลลาร์เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ตอบสนองต่อมาตรการดังกล่าวอย่างระมัดระวัง
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทรัมป์ใช้มาตรการภาษีเป็นเครื่องมือสำคัญในการดำเนินนโยบายต่างประเทศและการเจรจาการค้า
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ศาลสูงสุดสหรัฐฯ (U.S. Supreme Court) มีคำวินิจฉัยว่าการใช้อำนาจตาม International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) เพื่อกำหนดภาษีนำเข้าโดยฝ่ายบริหารเพียงฝ่ายเดียวนั้น ไม่อยู่ในอำนาจที่กฎหมายให้อำนาจไว้
ภายหลังคำตัดสินดังกล่าว ทรัมป์ได้ประกาศใช้ภาษีนำเข้าทั่วโลกชั่วคราวในอัตรา 10% ภายใต้ฐานกฎหมายอีกฉบับหนึ่ง แต่ศาลการค้าสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยในเวลาต่อมาว่ามาตรการดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน และรัฐบาลอยู่ระหว่างยื่นอุทธรณ์
แม้มาตรการล่าสุดจะอาศัย มาตรา 301 ซึ่งเคยถูกใช้โดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ หลายสมัย แต่ผู้ฟ้องร้องระบุว่า ในอดีตมาตรการดังกล่าวถูกใช้กับประเทศหรืออุตสาหกรรมเฉพาะรายเท่านั้น ไม่เคยถูกนำมาใช้ในลักษณะครอบคลุมคู่ค้าจำนวนมากเช่นครั้งนี้
ผู้ยื่นฟ้องประกอบด้วย Burlap & Barrel ผู้นำเข้าเครื่องเทศ ซึ่งเคยยื่นฟ้องภาษีนำเข้าทั่วโลก 10% ของรัฐบาล Trump มาก่อน และ Collective Horology ผู้ค้าปลีกนาฬิกาจากรัฐแคลิฟอร์เนีย โดยได้รับการสนับสนุนจากองค์กรกฎหมายไม่แสวงหากำไรที่เคยประสบความสำเร็จในการฟ้องร้องมาตรการภาษีของรัฐบาลก่อนหน้านี้
ขณะเดียวกัน หลายรัฐที่มีผู้ว่าการและอัยการสูงสุดจากพรรคเดโมแครตกำลังพิจารณาเข้าร่วมการฟ้องร้องรอบใหม่ โดย Dan Rayfield อัยการสูงสุดรัฐโอเรกอน ระบุว่ามาตรการภาษีดังกล่าวจะเพิ่มภาระค่าครองชีพให้กับชาวอเมริกัน แต่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาการใช้แรงงานบังคับในต่างประเทศได้อย่างแท้จริง







