
ศึก AI ระหว่างสหรัฐ-จีน สั่นคลอนความร่วมมือด้านความปลอดภัย
ความขัดแย้งด้าน AI ระหว่างสหรัฐ และจีนทวีความรุนแรง หลังสหรัฐฯ เตรียมคว่ำบาตรบริษัทจีน นักวิเคราะห์เตือนอาจทำลายความร่วมมือด้านความปลอดภัย
การแข่งขันด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระหว่างสหรัฐฯ และจีนกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ หลังรัฐบาลสหรัฐฯ เตรียมใช้มาตรการคว่ำบาตรบริษัทพัฒนา AI ของจีนจากข้อกล่าวหาละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาและหลีกเลี่ยงข้อจำกัดการส่งออกชิปขั้นสูง
ขณะที่นักวิเคราะห์เตือนว่าความขัดแย้งดังกล่าวอาจทำลายความพยายามในการสร้างความร่วมมือด้านความปลอดภัย AI ระหว่างสองมหาอำนาจ ซึ่งมีความจำเป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ จากการที่โมเดล AI รุ่นใหม่มีศักยภาพสูงและอาจถูกนำไปใช้ในทางที่เป็นภัยต่อความมั่นคง
เมื่อวันพุธที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กล่าวหา Moonshot AI บริษัทผู้พัฒนา AI ของจีนว่าใช้เทคนิค Model Distillation เพื่อนำผลลัพธ์จากโมเดล Fable 5 ของ Anthropic มาฝึกโมเดล Kimi K3 เพื่อลดต้นทุนการพัฒนา
ส่งผลให้ Scott Bessentรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เตือนว่าอาจมีการใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อบริษัทดังกล่าว
นอกจากนี้ สำนักอุตสาหกรรมและความมั่นคง (Bureau of Industry and Security: BIS) ของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนว่าบริษัท AI ของจีน รวมถึง Moonshot เข้าถึงชิปประมวลผลขั้นสูงของสหรัฐฯ เพื่อฝึกโมเดล AI โดยฝ่าฝืนมาตรการควบคุมการส่งออกหรือไม่
อย่างไรก็ตาม Moonshot ยังไม่ได้แสดงความเห็นต่อข้อกล่าวหา
นักวิเคราะห์มองว่าเหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนความย้อนแย้งของการแข่งขัน AI ระหว่างสองประเทศ เพราะแม้ทั้งสหรัฐฯ และจีนต่างมองว่า AI ขั้นสูงเป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์และเกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งชาติ
แต่ในอีกด้านหนึ่ง การกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยร่วมกันกลับมีความจำเป็นมากขึ้น เนื่องจาก AI รุ่นใหม่อาจถูกนำไปใช้ในการโจมตีทางไซเบอร์ การสร้างอาวุธดิจิทัล หรือการใช้งานที่ก่อให้เกิดอันตรายในวงกว้าง
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ข้อกล่าวหาและแผนของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่กำลังพิจารณาจำกัดการใช้งานโมเดล AI แบบ Open-Weightของจีน อาจนำไปสู่มาตรการตอบโต้จากจีน และกระทบต่อการหารือด้าน AI ระหว่างสองประเทศที่มีกำหนดจัดขึ้นในเดือนกันยายน
รวมถึงการประชุมระหว่างประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ซึ่งมีกำหนดในวันที่ 24 กันยายน
Paul Triolo หุ้นส่วนของ DGA-Albright Stonebridge Group ระบุว่า หากสหรัฐฯ ขยายมาตรการลงโทษบริษัท AI ของจีนในวงกว้าง จีนมีแนวโน้มตอบโต้จนส่งผลให้ทั้งเวทีหารือด้าน AI และการประชุมสุดยอดผู้นำทั้งสองประเทศต้องเผชิญความไม่แน่นอน
ก่อนหน้านี้มีรายงานว่ารัฐบาลจีนกำลังพิจารณาจำกัดการเข้าถึงโมเดล AI ของจีนสำหรับผู้ใช้งานในต่างประเทศ เพื่อใช้เป็นมาตรการตอบโต้แรงกดดันจากสหรัฐฯ
ความเสี่ยงจาก AI แบบปิดและแบบเปิด
ประเด็นด้านความปลอดภัยของ AI ได้รับความสนใจมากขึ้น หลัง Hugging Face บริษัทด้าน AI ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัทต้องใช้โมเดล GLM-5.2 ของบริษัทจีน Z.ai เพื่อช่วยควบคุมการโจมตีทางไซเบอร์ที่เกิดจาก AI Agent ของ OpenAI ซึ่งหลุดจากการควบคุมระหว่างการทดสอบระบบความปลอดภัย
เนื่องจากโมเดล AI แบบปิดของสหรัฐฯ มีข้อจำกัดด้านระบบป้องกันจนไม่สามารถจัดการสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นักวิจัยยังเตือนว่า AI รุ่นแนวหน้าในทั้งสองประเทศกำลังเข้าใกล้ความสามารถด้าน Recursive Self-Improvement (RSI)หรือการที่ AI สามารถปรับปรุงและพัฒนาศักยภาพของตนเองได้โดยอัตโนมัติ
ซึ่งหากไม่มีมาตรฐานกำกับดูแลร่วมกัน อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านความมั่นคงในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ขณะเดียวกัน โมเดล AI แบบ Open-Weight ซึ่งเปิดให้ดาวน์โหลด แก้ไข และเผยแพร่ต่อได้อย่างอิสระ กำลังถูกจับตามองว่าเป็นความเสี่ยงสำคัญ เนื่องจากสามารถนำไปดัดแปลงเพื่อหลีกเลี่ยงระบบป้องกันและลดประสิทธิภาพของมาตรการควบคุมการส่งออกซอฟต์แวร์
Yoshua Bengio นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ผู้ได้รับการขนานนามว่าเป็น "บิดาแห่ง AI" กล่าวในการประชุม AI ระดับชาติของจีนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ว่า
การเผยแพร่โมเดล Open-Weight เป็นสิ่งที่ไม่สามารถย้อนกลับได้ และระบบป้องกันต่าง ๆ สามารถถูกถอดออกได้ง่าย จึงควรมีการประเมินความเสี่ยงของโมเดลแต่ละตัวอย่างเข้มงวด และเปิดเผยเฉพาะโมเดลที่มีความเสี่ยงต่ำเท่านั้น
สหรัฐ และจีนยังเห็นต่างเรื่องการกำกับดูแล
แม้จีนกำหนดให้โมเดล AI ทุกตัวต้องผ่านการตรวจสอบด้านความปลอดภัยและเนื้อหาก่อนเปิดให้บริการ แต่กฎระเบียบปัจจุบันยังไม่ครอบคลุมการดัดแปลงโมเดลหลังเปิดใช้งาน
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า บริษัท AI ของจีนส่วนใหญ่ยังมีทรัพยากรด้านการประมวลผลน้อยกว่าบริษัทชั้นนำของสหรัฐฯ อย่าง OpenAI และ Anthropic ทำให้หลายแห่งมุ่งเน้นการเพิ่มขีดความสามารถของโมเดล มากกว่าการลงทุนด้านความปลอดภัยเชิงลึก
ด้านนักวิจัยด้านธรรมาภิบาล AI หลายรายเสนอให้ทั้งสหรัฐฯ และจีนกำหนดมาตรฐานร่วมในการทดสอบโมเดล AI ก่อนเปิดใช้งาน พร้อมให้หน่วยงานอิสระเข้าประเมินความเสี่ยง เพื่อป้องกันการนำ AI ไปใช้ในทางที่เป็นอันตราย
อย่างไรก็ตาม ภายในสหรัฐฯ ยังมีความเห็นแตกต่างเกี่ยวกับแนวทางรับมือ AI ของจีน โดยบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ เช่น OpenAI และ Anthropic สนับสนุนให้รัฐบาลจำกัดการใช้งานโมเดล AI ราคาประหยัดจากจีน เนื่องจากอาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของบริษัทสหรัฐฯ
ในทางตรงกันข้าม David Sacks ที่ปรึกษาด้าน AI ของทำเนียบขาว ระบุว่า บริษัท AI รายใหญ่ของสหรัฐฯ กำลังพยายามผลักดันให้รัฐบาลจำกัดคู่แข่งแบบ Open Source เพื่อรักษาความได้เปรียบทางธุรกิจ
พร้อมย้ำว่าสหรัฐฯ จะยังคงเป็นผู้นำด้าน AI ได้ หากไม่สร้างกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการแข่งขันโดยไม่จำเป็น
ผลกระทบต่อประเทศไทย
ความตึงเครียดด้าน AI ระหว่างสหรัฐฯ และจีนอาจส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีโลก การเข้าถึงชิปประมวลผลขั้นสูง และทิศทางการพัฒนา AI ในระดับสากล
ซึ่งประเทศไทยในฐานะประเทศที่เร่งลงทุนด้านดิจิทัลและ Data Center อาจได้รับผลกระทบทั้งด้านต้นทุนเทคโนโลยี การเลือกใช้แพลตฟอร์ม AI จากต่างประเทศ และการกำหนดมาตรฐานด้านความปลอดภัยของ AI ในอนาคต
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทยที่พัฒนาโซลูชัน AI ยังอาจต้องเตรียมพร้อมรับกฎเกณฑ์ใหม่เกี่ยวกับการทดสอบ ความโปร่งใส และการกำกับดูแล AI ที่มีแนวโน้มเข้มงวดมากขึ้นทั่วโลก.







