สู่ถ้ำโพธิสัตว์‘ตั๊กม้อ’ปฏิสันถารกับพระจีน (ตอน ๔)

วันที่ 26 พ.ค. 2554 เวลา 07:08 น.
ปุจฉา : กราบนมัสการ หลวงพ่อพระอาจารย์อารยะวังโส

โดย..พระอาจารย์อารยะวังโส

ตามที่ทราบว่า หลวงพ่อได้เดินทางไปเจริญสมณธรรมที่ถ้ำปรมาจารย์ตั๊กม้อ วัดเส้าหลิน ประเทศจีน จึงใคร่ขออาราธนาให้เล่าเรื่องราวจากประสบการณ์ เพื่อเป็นแนวทางศึกษาปฏิบัติของสาธุชน และจะได้ร่วมอนุโมทนาในการบำเพ็ญกุศลครั้งนี้ด้วย

เคารพอย่างสูง

อารีย์ เตชะหรูวิจิตร

ผู้พิพากษา หัวหน้าคณะศาลอุทธรณ์กลาง

ปุจฉา–วิสัชนา โดยพระอาจารย์อารยะวังโส กับคณะพระสงฆ์วัดเส้าหลิน

เริ่มต้นด้วยพระอาจารย์อารยะวังโส หรือที่พระสงฆ์จีนเรียกขานว่า “จั๋งเหล่า” ได้สวดมนต์ถวายเจ้าอาวาสวัดเส้าหลิน เพื่อความเป็นมงคล และขอให้เจ้าอาวาสและคณะสงฆ์ที่นี่ (วัดเส้าหลิน) มีความสุขความเจริญ หลังจากนั้นจึงได้บรรยายธรรมโดยสรุปในเรื่องพระพุทธศาสนา เพื่อปูพื้นฐานก่อนนำสู่ปุจฉาวิสัชนา โดยพระอาจารย์อารยะวังโส ได้กล่าวสรุปดังนี้ ในพระพุทธศาสนาแบบดั้งเดิมปกติ แบ่งคณะสงฆ์เป็น ๒ ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเรียก ฝ่ายคามวาสี หรือฝ่ายศึกษาเล่าเรียนท่องบ่นจดจำ จึงเรียกว่า ปริยัติ บาลีเรียก คามวาสี (พระบ้าน) และในสายปฏิบัติ อรัญญวาสี (พระป่า) ทั้งสองคณะมีความสำคัญต่อพระพุทธศาสนามากๆ เพราะคามวาสี จะท่องบ่นจดจำพระสูตร พระวินัยทั้งหลาย เป็นไปเพื่อเทศนาสั่งสอนผู้คน ส่วนอรัญญวาสี จะมุ่งปฏิบัติเพื่อให้ได้ผลสัมฤทธิ์ และผลที่สัมฤทธิผล ก็มาเพื่อช่วยคนต่อไป ทั้งสองฝ่ายมีภาระ คือ รักษาพระพุทธศาสนา โดยการจดจำคำสั่งสอน และการปฏิบัติที่ถูกต้อง พระพุทธศาสนาจึงยั่งยืนมาได้ ๒,๕๐๐ กว่าปี เรานับปีนี้เป็นปี ๒,๖๐๐ Enlightenment Day หรือ ๒,๖๐๐ ปีที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ เมื่อมาพูดเรื่องการปฏิบัติ ก็จะพูดว่าการปฏิบัติในพระพุทธศาสนา คือ การทำปัญญาให้รู้แจ้ง จึงเกิดญาณทัสสนวิสุทธิ ญาณรู้เห็นที่วิสุทธิ หรือเข้าถึงพุทธภาวะ ตัวรู้ที่ตื่นเบิกบาน จะพูดว่าเกิดญาณรู้ที่วิสุทธิ ที่บริสุทธิ์ หรือเกิดความรู้ตื่นเบิกบาน พุทธภาวะ ก็คืออันเดียวกัน วิธีปฏิบัติในพระไตรปิฎกในแบบแผนมีอยู่ ๔ เส้นทาง สมถะวิปัสสนา สมถะ คือ ความสงบ วิปัสสนา คือ ทำให้รู้แจ้ง คือให้รู้ถึงพุทธภาวะ ทำสมถะให้เป็นพื้นฐานก่อน เช่น เราทำฌาน ทำฌานเพื่อให้จิตมีความตั้งมั่น สงบก่อน จนเกิดญาณรู้ในองค์ฌานนั้น และญาณรู้นั้น รู้ไปตามวิถีธรรม ฅจนรู้แจ้งธรรม รู้ไปหาความจริงขั้นสูงสุดในพระศาสนา คือ พระไตรลักษณญาณ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แต่มันมีเส้นทางที่จะเดินทางไปเพื่อรู้นั้น เป็นเส้นทางของจิต ที่ต้องรู้ธรรมแต่ละข้อๆ จนไปถึงข้อที่สูงสุดเป็นที่สุดของการรู้ เหมือนเราจะเดินทางมาเส้าหลิน ก็ต้องมีเส้นทางมา ก็ต้องรู้ในความพร้อมที่เดินทาง และต้องทำตัวเองให้มีความพร้อมนั้น เพื่อจะเดินทางมาให้ถึงที่นี่ เมื่อถึง ถึงเมื่อไหร่ ก็รู้เมื่อนั้น เมื่อยังไม่ถึง ก็ยังไม่รู้ ตรงนี้ บาลีเรียกว่า ปัจจัตตัง (รู้เฉพาะตน) หัวใจของพระศาสนาเป็นการรู้เฉพาะตน ผู้รู้ย่อมรู้ว่าตัวเองรู้ ผู้ถึงย่อมรู้ว่าตัวเองถึง แม้ผู้ไม่รู้ไม่ถึง ก็รู้ตัวเองว่ายังไม่รู้ยังไม่ถึง นี่เป็นความอัศจรรย์ของธรรมะในพระศาสนา วิธีการในข้อที่ ๑ ก็คือ มีสมถะเป็นพื้นฐาน และต่อเนื่องด้วยวิปัสสนาญาณ เหมือนการสร้างตึก ต้องทำฐานให้เข้มแข็งก่อน ก่อนจะต่อแต่ละชั้นๆ ขึ้นไปตามลำดับ เหมือนการฝึกกำลังภายในของเส้าหลิน พื้นฐานการยืน แขนขาต้องแข็งแรงก่อน ถ้าพื้นฐานการยืนแขนขายังไม่แข็งแรง ยังฝึกไม่ได้ ถึงรู้ทั้งหมด แต่ก็ทำไม่ได้ แสดงว่ารู้นั้น ยังรู้ไม่จริง การรู้จริงในพระศาสนา จะต้องเป็นผลมาจากการปฏิบัติส่วนเดียว พระพุทธศาสนาจึงเป็นเรื่องว่าด้วยเรื่องการปฏิบัติแท้ๆ แต่ต้องอิงคำสั่งสอน ถ้าไม่อิงตำรา ก็ต้องอิงผู้สอน คำพูด สรุปคือ ต้องมีครู เพราะฉะนั้นในพระศาสนา ครูก็คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ แสดงว่าผู้ปฏิบัติ ผู้เข้ามาเรียนรู้ ต้องถึงซึ่งคุณของพระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง เหมือนทุกคนที่เข้ามาวัดเส้าหลิน ก็ต้องเข้ามาถึงพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง ซึ่งต้องมาด้วยความศรัทธา บาลีว่าความศรัทธา ความศรัทธาเป็นพลังธรรม อุปมาว่าเราสามารถผลักภูเขาให้เขยื้อนได้ ด้วยพลังแห่งความศรัทธาหรือความเชื่อ ผู้ที่จะเดินวิถีทางนี้ จะต้องมีความศรัทธา มีความเข้มแข็ง และต้องตั้งใจจริง อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้