posttoday

ชำแหละปมราคาน้ำมันพุ่ง6บาท"พีระพันธุ์"จี้รื้อโครงสร้างคลังสำรองรัฐ

27 มีนาคม 2569

หัวหน้าพรรครวมไทยชาติชี้พิรุธน้ำมันแพงสวนทางตลาดโลก จี้รัฐเลิกอิงราคาสิงคโปร์ ดันกฎหมายใหม่ตั้งคลังสำรองคุมต้นทุนจริง

KEY

POINTS

  • รื้อโครงสร้างราคา: เสนอเปลี่ยนจากการอิงราคาสิงคโปร์ (MOPS) มาใช้ระบบ Cost Plus (ต้นทุนจริง + กำไรคงที่) เพื่อความโปร่งใสและลดกำไรเกินควรของโรงกลั่น
  • คลังสำรองแห่งชาติ: เสนอจัดตั้งสต็อกน้ำมันของรัฐเพื่อใช้พยุงราคาแทนการใช้เงินกองทุนน้ำมัน เปลี่ยนสถานะจากหนี้สินเป็นทรัพย์สินของประเทศ
  • นโยบายเร่งด่วน: จี้รัฐบาลแทรกแซงราคาผ่านภาษีสรรพสามิต และเปิดเผยข้อมูลต้นทุนการผลิตที่แท้จริงต่อสาธารณะเพื่อลดข้อครหาเรื่องการเอื้อประโยชน์กลุ่มทุน

กางปมพิรุธส่วนต่าง 6 บาท กับคำถามถึงความโปร่งใสโรงกลั่น

วิกฤตการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นทันที 6 บาทต่อลิตร กลายเป็นชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ออกมาตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติของกลไกราคาพลังงานไทย โดยระบุว่าการปรับขึ้นราคาดังกล่าวอาจไม่ได้สะท้อนสถานการณ์ตลาดโลกที่แท้จริง แต่เป็นการบริหารจัดการที่เอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนโรงกลั่นผ่านระบบการคำนวณที่ขาดความโปร่งใส

ข้อเท็จจริงที่ปรากฏคือโครงสร้างราคาในปัจจุบันอิงกับราคาตลาดสิงคโปร์ (MOPS) ซึ่งเป็นราคาสมมติสำหรับการส่งออก ทั้งที่ประเทศไทยมีการกลั่นเพื่อใช้เองในประเทศ  การนำราคากำไรของต่างประเทศมาเป็นเกณฑ์ตั้งราคากับคนไทย เป็นต้นตอที่ทำให้เกิดส่วนต่างกำไรมหาศาล ขณะที่ข้อมูลต้นทุนที่แท้จริงของโรงกลั่นกลับถูกปิดบังโดยอ้างว่าเป็น "ความลับทางการค้า" แม้แต่หน่วยงานรัฐก็ยากจะเข้าถึง

สถานการณ์ยิ่งทวีความสับสนเมื่อพบว่าในบางช่วงเวลา ราคาน้ำมันที่สิงคโปร์ปรับลดลงถึง 14 เหรียญสหรัฐฯ แต่ราคาน้ำมันขายปลีกในไทยกลับประกาศขึ้นสวนทางถึง 6 บาท สะท้อนให้เห็นว่ากลไกการชดเชยของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอาจไม่ได้อิงจากผลกำไรขาดทุนจริง แต่เป็นการใช้ตัวเลขสมมติที่ทำให้ประชาชนต้องแบกรับภาระฝ่ายเดียวมาโดยตลอด 

พลิกสูตร "Cost Plus" ดัดหลังระบบอิงราคาสิงคโปร์

หัวใจสำคัญของการปฏิรูปที่ถูกนำเสนอคือการยกเลิกระบบอิงราคาสิงคโปร์ และเปลี่ยนมาใช้ระบบ "Cost Plus" หรือการคำนวณจากต้นทุนเนื้อน้ำมันที่แท้จริง บวกค่าใช้จ่ายการกลั่นและกำไรที่เหมาะสม (Margin) ในระดับที่ไม่เกิน 10% เพื่อให้ราคาน้ำมันสะท้อนความเป็นจริงและสามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน ประเด็นนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนเชิงนโยบายที่จะลดการผูกขาดข้อมูลโดยกลุ่มทุนพลังงาน

นอกจากนี้ยังมีปัญหา "ราคาต้นทุนน้ำมันดิบที่สูงผิดปกติ" โดยพบว่าราคาที่แจ้งในไทยสูงกว่าราคาตลาดโลก ซึ่งอาจเกิดจากการทำธุรกรรมผ่านบริษัทในเครือหลายทอดเพื่อบวกกำไรระหว่างทางก่อนถึงโรงกลั่น การเปลี่ยนมาใช้ระบบ Cost Plus จะช่วยเปิดแผลในส่วนนี้และทำให้รัฐบาลมีอำนาจในการกำกับดูแลราคาที่เป็นธรรมมากขึ้น

ขณะเดียวกัน การบริหารจัดการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงภายใต้โครงสร้างเดิมถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าขาดความชัดเจน โดยเฉพาะการนัดประชุมคณะกรรมการบริหารในเวลาที่ไม่ปกติ ซึ่งสร้างข้อสงสัยต่อสาธารณชนว่ามีการตกลงผลประโยชน์ไว้ล่วงหน้าหรือไม่ การปฏิรูปกฎหมายใหม่จึงมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนเพื่อจัดระเบียบอำนาจหน้าที่ของรัฐในการแทรกแซงราคาให้มีความโปร่งใสกว่าที่เป็นอยู่

ทางออกยั่งยืน: ปั้นคลังสำรองแห่งชาติ เปลี่ยนหนี้เป็นทรัพย์สิน

ข้อเสนอที่ถือเป็นยุทธศาสตร์ใหม่คือการจัดตั้ง "คลังน้ำมันสำรองแห่งชาติ" เพื่อเปลี่ยนจากการใช้ "เงิน" บริหารความเสี่ยง มาเป็นการใช้ "น้ำมัน" แทน ระบบเดิมที่ใช้เงินกองทุนน้ำมันไปชดเชยสร้างภาระหนี้สินมหาศาลให้ประเทศ แต่การมีสต็อกน้ำมันสำรองของรัฐเองจะถูกนับเป็น "ทรัพย์สิน" ที่มีมูลค่าเพิ่มตามราคาตลาดโลก คล้ายกับการเก็บทุนสำรองระหว่างประเทศในรูปแบบทองคำ

หากประเทศไทยมีน้ำมันสำรองอย่างน้อย 90 วัน จะได้รับสิทธิประโยชน์จากการเป็นสมาชิกองค์กรน้ำมันระหว่างประเทศ (IEA) ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงทางพลังงานและมีกลไกพยุงราคาที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าปัจจุบัน แนวโน้มในอนาคตหากรัฐสามารถบริหารจัดการคลังสำรองได้สำเร็จ จะช่วยลดภาระการเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันจากประชาชน ส่งผลให้ราคาหน้าปั๊มลดลงโดยอัตโนมัติ

ในระยะสั้น รัฐบาลจำเป็นต้องพิจารณาปรับลดภาษีสรรพสามิตเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนทันที ควบคู่ไปกับการเร่งออกกฎหมายปฏิรูปพลังงานฉบับใหม่ เพื่อเปลี่ยนผ่านจากการเป็นรัฐที่เดินตามกลไกราคาของกลุ่มทุน ไปสู่การเป็นผู้กำกับดูแลที่มีฐานข้อมูลจริงและมีคลังสำรองเพื่อความมั่นคงของประชาชนอย่างยั่งยืน

แหล่งที่มา : รายการคมชัดลึก (คลิก)

 

 

ข่าวล่าสุด

อิเล็กทรอนิกส์ไทยเติบโต 3 ปี ธุรกิจใหม่ 472 ราย เงินลงทุน 1.85 หมื่นล้าน