อิเล็กทรอนิกส์ไทยเติบโต 3 ปี ธุรกิจใหม่ 472 ราย เงินลงทุน 1.85 หมื่นล้าน
ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ไทยแรงไม่หยุด 3 ปี ธุรกิจตั้งใหม่เพิ่ม 472 ราย เงินลงทุนรวม 1.85 หมื่นล้าน ปี 68 ส่งออกแผงวงจรไฟฟ้าทุบสถิติ 3.64 แสนล้านบาท ขึ้นแท่นฐานผลิตอิเล็กทรอนิกส์ภูมิภาค
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ วิเคราะห์อุตสาหกรรมการผลิตส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์และแผงวงจรไฟฟ้าของไทย ยังคงเติบโตต่อเนื่องตามกระแสเศรษฐกิจดิจิทัลโลก ไทยครองอันดับ 1 สินค้าส่งออกของประเทศในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และเป็นฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ลำดับที่ 14 ของโลก
ขณะที่ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2566 - 2568) มีธุรกิจจัดตั้งใหม่รวม 472 ราย เงินลงทุนกว่า 1.85 หมื่นล้านบาท สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพของไทยในการก้าวสู่ศูนย์กลางการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ของภูมิภาค
พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมการผลิตส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์และแผงวงจรไฟฟ้าถือเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่สำคัญของเศรษฐกิจไทย
โดยสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ครองมูลค่าการส่งออกอันดับ 1 ของประเทศ คิดเป็น 27.4% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าทั้งหมด และประเทศไทยยังเป็นฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ลำดับที่ 14 ของโลก ในปี 2568 มีมูลค่าอนุมัติส่งเสริมการลงทุนในธุรกิจนี้สูงถึง 2.7 แสนล้านบาท
โดยเน้นการลงทุนในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะเพื่อรองรับการเติบโตของดาต้าเซ็นเตอร์และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งมีความต้องการใช้เซมิคอนดักเตอร์สูงกว่ารถยนต์สันดาปถึง 6 เท่า เป็นผลสืบเนื่องมาจากสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลให้เกิดการย้ายฐานการผลิตมายังภูมิภาคอาเซียน
ทำให้ไทยได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติเพิ่มขึ้น ประกอบกับในปี 2568 ไทยได้ส่งออกแผงวงจรไฟฟ้าในสถิติใหม่พุ่งสูงสุด (New High) ที่ 3.64 แสนล้านบาท โดยมี ฮ่องกง ไต้หวัน และมาเลเซีย เป็นตลาดส่งออกสำคัญ สะท้อนความเชื่อมโยงของห่วงโซ่การผลิตอิเล็กทรอนิกส์ในภูมิภาค
พูนพงษ์ฯ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาข้อมูลการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจในอุตสาหกรรมการผลิตส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์และแผงวงจรไฟฟ้าพบว่า มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
โดยในปี 2566 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการลงทุน โดยมีธุรกิจจัดตั้งใหม่ 117 ราย ทุนจดทะเบียนสูงถึง 7,640 ล้านบาท สะท้อนความสนใจของนักลงทุนในการเข้ามาลงทุนหรือย้ายฐานการผลิตเชิงยุทธศาสตร์ ต่อมาในปี 2567 ทุนจดทะเบียนปรับลดลงอยู่ที่ 3,379 ล้านบาท แต่จำนวนธุรกิจจัดตั้งใหม่กลับเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 176 ราย บ่งชี้ถึงการขยายตัวของระบบนิเวศธุรกิจ (Business Ecosystem)
และล่าสุดปี 2568 ธุรกิจยังคงรักษาเสถียรภาพการเติบโต มีการจัดตั้งใหม่ 179 ราย และทุนจดทะเบียนเพิ่มขึ้นเป็น 7,491 ล้านบาท ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2566 - 2568) มีธุรกิจจัดตั้งใหม่สะสมรวมกว่า 472 ราย เงินลงทุนรวม 18,510 ล้านบาท ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่าประเทศไทยกำลังก้าวสู่การเป็น Electronic Manufacturing Hub ของภูมิภาค
“ปัจจุบันอุตสาหกรรมดังกล่าวมีนิติบุคคลรวมทั้งสิ้น 1,168 ราย ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดเล็ก (S) คิดเป็น 80% ของจำนวนทั้งหมดในอุตสาหกรรมนี้ ขณะที่เงินลงทุนยังคงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ (L) คิดเป็น 46.57% ของเงินลงทุนทั้งหมดในอุตสาหกรรมนี้"
สำหรับผลประกอบการในปี 2567 พบว่า มีรายได้เติบโตอย่างก้าวกระโดด และสามารถทำกำไรสุทธิรวมสูงถึง 3.97 หมื่นล้านบาท สะท้อนถึงศักยภาพในการบริหารต้นทุนและความสามารถในการปรับตัวต่อความต้องการของตลาดโลก
อย่างไรก็ตาม แม้ไทยจะเป็นฐานการผลิตสำคัญของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ แต่ยังคงต้องพึ่งพาการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในสัดส่วนสูงถึง 91.20% หรือประมาณ 2.48 แสนล้านบาท โดยมีประเทศญี่ปุ่น สิงคโปร์ และจีน เป็นนักลงทุนหลัก ขณะที่การลงทุนของผู้ประกอบการไทยอยู่ที่ 8.80%
“จากข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ประเทศไทยจะมีความได้เปรียบด้านโครงสร้างพื้นฐาน การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน และสิทธิประโยชน์ทางการค้า แต่ก็ต้องเผชิญความท้าทายในระยะยาวคือ การยกระดับเทคโนโลยีของผู้ประกอบการไทยให้ก้าวข้ามจากบทบาทผู้รับจ้างผลิต (OEM) ไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมของตนเอง เพื่อลดการพึ่งพาเงินทุนจากต่างชาติ สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงที่มีการแข่งขันสูงในเวทีโลก” พูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย


