“สารี” ฉะ น้ำมันแพง แต่ยังหนุนค่าตลาดเอกชนเกือบ 6 บาท แทนลดภาระประชาชน
สภาผู้บริโภค แฉ ประโยชน์เบื้องหลัง ขึ้นน้ำมัน 6 บาท/ลิตร โรงกลั่นฟันกำไรสต็อกเก่า ค่าการตลาดสูง แทนการลดภาระประชาชน แนะรื้อโครงสร้างราคาน้ำมัน
สภาผู้บริโภคจัดเวทีไลฟ์ “ค้านขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทต่อลิตร” โดยมี นางสาวบุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาผู้บริโภค นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค และ นางสาวรสนา โตสิตระกูล ประธานอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม ร่วมวิเคราะห์สถานการณ์ราคาน้ำมัน พร้อมตั้งคำถามต่อรัฐบาลถึงความเป็นธรรมของโครงสร้างราคาพลังงาน
นางสาวบุญยืน เปิดเผยว่า สภาผู้บริโภคได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะกรณีจังหวัดสมุทรสงครามที่พบว่า “น้ำมันขาดแคลน” ในหลายสถานีบริการ แต่ทันทีที่มีการประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทต่อลิตร เมื่อวันที่ 26 มีนาคมที่ผ่านมา กลับมีน้ำมันจำหน่ายครบทุกปั๊ม สะท้อนความผิดปกติของระบบพลังงานในประเทศ และตั้งคำถามถึงการกำกับดูแลของภาครัฐนับตั้งแต่เกิดวิกฤตพลังงาน การปรับขึ้นราคาน้ำมันที่เอื้อธุรกิจพลังงาน และโยนภาระให้ประชาชน
ล้วงกระเป๋าประชาชนเอื้อประโยชน์ธุรกิจพลังงาน
นางสาวรสนา ระบุว่า ปัญหาสำคัญของประเทศไทยอยู่ที่ “โครงสร้างราคาน้ำมันที่บิดเบี้ยว” แม้ประเทศไทยจะซื้อน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางและกลั่นในประเทศเกือบทั้งหมด แต่กลับอ้างอิงราคาจากตลาดสิงคโปร์ ซึ่งมีการบวกต้นทุนที่ไม่เกิดขึ้นจริง เช่น ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และค่าความสูญเสียระหว่างทาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันในประเทศสูงเกินจริง
นอกจากนี้ นางสาวรสนา ยังชี้ให้เห็นประเด็นสำคัญว่า แม้จะมีการกล่าวอ้างว่าน้ำมันไทยมีราคา “ถูกกว่าประเทศเพื่อนบ้าน” แต่ในความเป็นจริง หากรวมภาระจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปแล้ว ราคาน้ำมันไทยกลับ “สูงกว่า” หลายประเทศในภูมิภาค
ยกตัวอย่างว่า แก๊สโซฮอล์ 95 ที่หน้าปั๊มประมาณ 41 บาทต่อลิตร หากรวมเงินกองทุนน้ำมันฯ ที่เรียกเก็บเพิ่มเติม จะทำให้ราคาที่ประชาชนต้องจ่ายจริงสูงถึงประมาณ 58.60 บาทต่อลิตร ซึ่งแพงกว่าประเทศอย่างกัมพูชา เวียดนาม และมาเลเซีย
วันนี้ประชาชนเหมือนจ่ายเงินด้วยกระเป๋าขวา แต่ถูกดึงเงินออกจากกระเป๋าซ้ายผ่านกองทุนน้ำมันฯ โดยที่ไม่เห็นต้นทุนที่แท้จริง
ทั้งนี้ ในช่วง 18 วันที่เกิดวิกฤตพลังงาน และรัฐบาลมีการประกาศตรึงราคาน้ำมัน 15 วัน ทำให้ภาคโรงกลั่นมีผลกำไรสูงถึงประมาณ 21,600 ล้านบาท จากการเพิ่มค่าการกลั่นจาก 2 บาท เป็น 6 บาท ซึ่งเป็นกำไรที่เกิดจากส่วนต่างราคา ไม่ใช่ประสิทธิภาพการผลิต สะท้อนความไม่สมดุลของโครงสร้างพลังงานไทย
นอกจากนี้ ยังได้ตั้งข้อสังเกตว่า ปัจจุบันโครงสร้างราคาน้ำมันไทยมีการบวกค่าการตลาดในระดับสูงถึงเกือบ 6 บาทต่อลิตร ทั้งที่ควรอยู่ในอัตรา 1.50 – 2 บาท และยังมีการนำเงินจากกองทุนน้ำมันฯ ไปอุดหนุนต้นทุนบางส่วนให้ภาคธุรกิจ แทนที่จะนำมาใช้ลดภาระประชาชน
รัฐบาลต้องลดราคาน้ำมัน 6 บาททันที
นางสาวสารี กล่าวย้ำว่า รัฐบาลเคยยืนยันว่าประเทศไทยมีน้ำมันสำรองถึง 101 วัน หรือประมาณ 3 เดือน ดังนั้น การปรับขึ้นราคาน้ำมันในทันทีจึงไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริง เพราะน้ำมันที่ขายอยู่ในปัจจุบันยังเป็นน้ำมันล็อตเก่าที่มีราคาถูกกว่า
“การขึ้นราคา 6 บาทในเวลานี้ จึงไม่จำเป็น และเป็นการเอื้อประโยชน์ให้ผู้ที่มีสต็อกน้ำมัน ขณะที่ประชาชนต้องรับภาระ ดังนั้นรัฐบาลต้องลดราคาทันที” นางสาวสารี กล่าว
นอกจากนี้ ขอให้รัฐบาลยกเลิกการขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาททันที เพราะน้ำมันถือเป็นสินค้าควบคุม แต่กลับขึ้นราคาได้ ในขณะที่สินค้าอื่นถูกควบคุมราคา ซึ่งน้ำมัน ถือเป็นต้นทุนหลักของเศรษฐกิจแต่รัฐกลับปรับขึ้นได้ ส่งผลให้ค่าโดยสารและราคาสินค้าหลายประเภทเริ่มทยอยปรับตัวเพิ่มขึ้น ทั้งอาหาร วัตถุดิบ และค่าขนส่ง ซึ่งจะทำให้เกิดวิกฤตค่าครองชีพของประชาชน
สภาผู้บริโภคจึงมีข้อเสนอสำคัญต่อรัฐบาล ได้แก่
1. ยกเลิกการปรับขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทต่อลิตรทันที
2. ปรับลดราคาน้ำมันให้สอดคล้องกับต้นทุนจริงจากสต็อกเดิม
3. ตรวจสอบการกักตุนและการบริหารจัดการน้ำมันอย่างเข้มงวด
4. ใช้อำนาจตามกฎหมายเพื่อลดค่าการกลั่น ค่าการตลาด และภาษี
5. ตรวจสอบความเสี่ยงด้านผลประโยชน์ทับซ้อนในการกำหนดนโยบายพลังงาน
นางสาวบุญยืน กล่าวทิ้งท้ายว่า วิกฤตพลังงานครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญที่รัฐบาลต้องแสดงบทบาทในการ “รื้อโครงสร้างราคาพลังงาน” ให้เป็นธรรม ไม่ใช่ปล่อยให้ภาคธุรกิจพลังงานได้กำไรเพิ่มขึ้น ขณะที่ประชาชนต้องแบกรับภาระ
ธุรกิจพลังงานไม่ควรเป็นฝ่ายเดียวที่ได้ประโยชน์ในช่วงวิกฤต แต่ต้องร่วมรับผิดชอบต่อสังคม ขณะที่รัฐต้องทำหน้าที่ปกป้องประชาชนอย่างจริงจัง
อย่างไรก็ตาม โพสต์ทูเดย์ ได้ตรวจสอบโครงสร้างราคาน้ำมันจาก https://www.eppo.go.th/index.php/th/petroleum/price/structure-oil-price?orders=publishUp&issearch=1
พบว่า น้ำมันดีเซลเดิม (วันที่ 25 มี.ค.2569) ก่อนประกาศขึ้นราคา 6 บาท ในวันที่ 26 มี.ค.2569 ค่าการตลาดอยู่ที่ 4.2584 บาท ต่อลิตร เมื่อมีการขึ้นราคา 6 บาท ในวันที่ 26 มี.ค. 2569 ค่าการตลาดน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 5.0952 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้น 0.8368 สตางค์ต่อลิตร
สำหรับโครงสร้างราคาน้ำมันไทย ประกอบด้วย
1) ต้นทุนเนื้อน้ำมัน (ร้อยละ 40 – 60) คือ ต้นทุนน้ำมันสำเร็จรูปที่ผลิตจากโรงกลั่น ซึ่งอ้างอิงราคาตามตลาดกลางภูมิภาคเอเชีย
2) ภาษีต่างๆ (ร้อยละ 30 – 40) ได้แก่ ภาษีสรรพสามิต ภาษีเทศบาล และภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อนำมาใช้เป็นงบประมาณในการพัฒนาประเทศ และบำรุงท้องถิ่น โดยภาษีที่จัดเก็บ ได้แก่
- ภาษีสรรพสามิต : จัดเก็บโดยกระทรวงการคลัง ตาม พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต นำมาใช้เพื่อพัฒนาประเทศ
- ภาษีเทศบาล : จัดเก็บโดยกระทรวงการคลัง ในอัตราร้อยละ 10 ของภาษีสรรพสามิต ตาม พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต มาตรา 150 และจัดส่งให้กระทรวงมหาดไทยเพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาท้องถิ่น
- ภาษีมูลค่าเพิ่ม : จัดเก็บร้อยละ 7 ของราคาขายส่งน้ำมันเชื้อเพลิง และจัดเก็บอีกร้อยละ 7 ของค่าการตลาดน้ำมันเชื้อเพลิงแต่ละชนิด
3) กองทุนต่างๆ (ร้อยละ 5 – 20) เช่น
กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง : จัดเก็บตามประกาศคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศไม่ให้เกิดความผันผวน
กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน : จัดเก็บตามประกาศคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เพื่อส่งเสริมสนับสนุนพลังงานทางเลือก พลังงานทดแทน เพื่อประสิทธิภาพและลดการใช้พลังงาน
4) ค่าการตลาด (ร้อยละ 10 – 18) คือ ส่วนที่เป็นต้นทุน ค่าใช้จ่าย และกำไรของธุรกิจค้าปลีกน้ำมันทั้งระบบ ตั้งแต่การจัดการคลังน้ำมัน การขนส่งน้ำมันมายังสถานีบริการ รวมถึงการให้บริการของสถานีบริการที่เติมน้ำมันแต่ละลิตรให้กับประชาชน


