ถอดบทเรียนเครนถล่มซ้ำซาก รอยร้าวกำกับเมกะโปรเจกต์รัฐ
เครนถล่มรถไฟไทย–จีน ถึงพระราม 2 ไม่ใช่อุบัติเหตุเฉพาะหน้า สะท้อนระบบกำกับดูแลล้มเหลว สัญญาหละหลวม ที่ปรึกษาอ่อนแรง วัฒนธรรมเกรงใจเปิดช่องความเสี่ยงซ้ำซาก
KEY
POINTS
- อุบัติเหตุเครนถล่มซ้ำซากในโครงการเมกะโปรเจกต์เป็นผลมาจากความล้มเหลวเชิงโครงสร้างในการกำกับดูแลของรัฐ ไม่ใช่ความผิดพลาดเฉพาะหน้า
- สาเหตุหลักเกิดจากระบบตรวจสอบที่อ่อนแอ การขาดการประสานงานระหว่างหน่วยงาน และวัฒนธรรมเกรงใจที่ทำให้การบังคับใช้กฎหมายความปลอดภัยไม่มีประสิทธิภาพ
- การเร่งรัดโครงการภายใต้สัญญาและกฎหมายพิเศษ รวมถึงการพึ่งพามาตรฐานจากต่างประเทศที่ไม่คุ้นเคย เป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงและช่องโหว่ด้านความปลอดภัย
ถอดบทเรียนเครนถล่มซ้ำซาก
รอยร้าวระบบกำกับดูแลเมกะโปรเจกต์ไทย
จากรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน ถึงถนนพระราม 2
หากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคือ “กระดูกสันหลัง” ของประเทศ เหตุเครนถล่มซ้ำซากก็คือรอยร้าวที่ปริแตกขึ้นกลางลำตัว ไม่ใช่เพราะเหล็กอ่อนหรือเครื่องจักรล้าหลัง หากเพราะระบบกำกับดูแลที่ปล่อยให้ความเสี่ยงสะสมจนวันหนึ่งพังครืนลงต่อหน้าสาธารณะ
อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ โดยเฉพาะรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน และงานก่อสร้างบนถนนพระราม 2 ไม่อาจอธิบายได้ด้วยคำว่า “ความผิดพลาดเฉพาะหน้า” อีกต่อไป แต่เป็นสัญญาณของความบกพร่องเชิงโครงสร้างในกระบวนการบริหารจัดการของรัฐ
"ประภัสร์ จงสงวน" อดีตผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคโอกาสใหม่ พร้อมด้วย "สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ" ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน วิเคราะห์ตรงกันว่า ปัญหาไม่ใช่เทคโนโลยี หากคือ “การกำกับดูแลที่ล้มเหลว” ของหน่วยงานเจ้าของโครงการและบริษัทที่ปรึกษา ซึ่งเปิดช่องโหว่ด้านความปลอดภัยอย่างเป็นระบบ
เมื่อระบบทำงานแยกส่วน ความเสี่ยงจึงทับซ้อน
หนึ่งในจุดเปราะบางที่สุดคือการขาดการประสานงานระหว่าง “ฝ่ายก่อสร้าง” กับ “ฝ่ายเดินรถ” เหตุเครนถล่มในพื้นที่ที่ยังมีการเดินรถตามปกติสะท้อนว่า หน่วยงานต่างคนต่างทำหน้าที่ในกรอบของตน โดยไร้กลไกสื่อสารร่วมที่บังคับใช้ได้จริง
ระบบตรวจสอบถ่วงดุล (cross-check) ที่ควรเป็นด่านสุดท้ายกลับอ่อนแรง บริษัทที่ปรึกษาควบคุมงานจำนวนไม่น้อยทำหน้าที่เชิงเอกสาร ถูกลดบทบาทเป็นเพียงตรายาง ขณะที่การตรวจหน้างานอย่างเข้มงวด—ซึ่งควรเป็นหัวใจของความปลอดภัย—กลับไม่เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ถึงขั้นมีกรณีใช้ชื่อวิศวกรในสัญญาโดยไม่ได้ลงพื้นที่จริง
สัญญาเร่งรัด–กฎหมายพิเศษ: ทางลัดที่ทิ้งกับดัก
อีกประเด็นคือโครงสร้างสัญญาที่ซับซ้อนและการเร่งรัดโครงการภายใต้กรอบกฎหมายพิเศษในอดีต ทำให้เกิดการยกเว้นข้อบังคับบางส่วนของระบบวิชาชีพวิศวกรรมไทย พร้อมการพึ่งพามาตรฐานจากต่างประเทศเป็นหลัก
แม้มาตรฐานเหล่านั้นจะไม่ด้อยกว่า แต่ความไม่คุ้นเคยของบุคลากรไทย—ตั้งแต่ภาษา คู่มือ ไปจนถึงแนวปฏิบัติ ทำให้การตัดสินใจหน้างานในสถานการณ์ฉุกเฉินเต็มไปด้วยความลังเล และเพิ่มโอกาสผิดพลาดในห่วงโซ่ความปลอดภัย
วัฒนธรรม “หยวน ๆ” กับอำนาจผู้รับเหมา
ทั้งสองชี้ตรงกันถึงปัญหาเชิงวัฒนธรรมในวงการก่อสร้าง ความเกรงใจและการประนีประนอม ที่บั่นทอนการบังคับใช้กฎหมายและสัญญา ผู้รับเหมารายใหญ่จำนวนหนึ่งมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจหรือการเมืองเหนือหน่วยงานเจ้าของโครงการ การลงโทษ การบอกเลิกสัญญา หรือการขึ้นบัญชีดำจึงแทบไม่เกิดขึ้นจริง
ยิ่งเมื่อผนวกกับการตัดหัวคิว การปล่อยเช่าช่วง และการใช้บริษัทบังหน้า การควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยก็ยิ่งหลุดมือรัฐ
ทางออกที่ต้อง “กล้า” มากกว่าคำประกาศ
บทเรียนจากเครนถล่มซ้ำซากชี้ชัดว่า การแก้ปัญหาต้องเริ่มจากการตัดวงจรเดิมอย่างจริงจัง ได้แก่
- บังคับใช้สัญญาและกฎหมาย โดยไม่ยอมจำนนต่อแรงกดดัน
- เสริมกลไกตรวจสอบถ่วงดุล ตั้งแต่การออกแบบ ก่อสร้าง ถึงการรับรองผลงานรายเดือน
- ปฏิรูประบบธรรมาภิบาล ลดวัฒนธรรมเกรงใจ เพิ่มความโปร่งใสทุกระดับ
- ยกระดับศักยภาพบุคลากรไทย ให้กำกับเทคโนโลยีต่างประเทศได้อย่างเท่าเทียม
ข้อสรุปจากทั้ง ประภัสร์ และ สุรเชษฐ์ ตรงกันว่า หากรัฐยังไม่กล้าลงมือจริง วงจรอุบัติเหตุ ความสูญเสียชีวิต และงบประมาณแผ่นดินที่รั่วไหล จะยังเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า—ไม่ต่างจากเครนที่พร้อมถล่มลงมาได้ทุกเมื่อ หากฐานรากยังไม่ถูกซ่อมแซมอย่างจริงจัง.
เรียบเรียง : อมรเดช ชูสุวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง
แหล่งที่มา : รายการคมชัดลึก (คลิ๊กชม)


