
โลกลงทุนเปลี่ยน! บัวหลวงเร่งเกมสู่ Wealth Solution ปั้นพอร์ตลงทุนยุค Multi-Asset
จาก “ซื้อหุ้น” สู่ “บริหารความมั่งคั่ง” เมื่อคนรุ่นใหม่เปิดรับสินทรัพย์ทั่วโลก เกมของธุรกิจหลักทรัพย์กำลังเปลี่ยนจากการแข่งกันที่คำแนะนำรายตัว สู่การสร้างโซลูชันบริหารพอร์ตแบบครบวงจร บัวหลวงปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่ เดินหน้าจากธุรกิจโบรกเกอร์สู่ Wealth Solution รับนักลงทุนยุคใหม่ที่กระจายพอร์ตสู่สินทรัพย์ทั่วโลก พร้อมรุก DR Stock Focus และ Structured Note
KEY
POINTS
- จากซื้อหุ้น สู่บริหารความมั่งคั่ง เมื่อคนรุ่นใหม่เปิดรับสินทรัพย์ทั่วโลก เกมธุรกิจหลักทรัพย์เปลี่ยน สู่การสร้างโซลูชันบริหารพอร์ตครบวงจร
- บัวหลวงปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่ เดินหน้าจากธุรกิจโบรกเกอร์ สู่ Wealth Solution รับนักลงทุนยุคใหม่กระจายพอร์ตสู่สินทรัพย์ทั่วโลก
- พร้อมรุก DR Stock Focus และ Structured Note
โลกการลงทุนกำลังเปลี่ยนโครงสร้างอย่างมีนัยสำคัญ! นักลงทุนรุ่นใหม่ไม่ได้มองตลาดหุ้นไทยเป็นทางเลือกเดียวอีกต่อไป แต่เปิดรับสินทรัพย์หลากหลายประเภท ตั้งแต่หุ้นต่างประเทศ กองทุน ETF จนถึงคริปโตเคอร์เรนซี
โดยสิ่งที่เป็นตัวกำหนดว่าเงินจะไหลเข้าสู่สินทรัพย์ใด ไม่ได้มีเพียงพื้นฐานของสินทรัพย์นั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับบรรยากาศและโอกาสที่ปรากฏขึ้นในแต่ละช่วงเวลา
ภาพดังกล่าวทำให้โจทย์ของนักลงทุนซับซ้อนขึ้น จากเดิมที่นักลงทุนอาจต้องตัดสินใจเพียงว่าจะซื้อหุ้นตัวใด วันนี้ต้องตอบให้ได้ด้วยว่าจะจัดสัดส่วนเงินลงทุนอย่างไร กระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์ใด ช่วงไหนควรเพิ่มหรือลดน้ำหนัก และจะปรับพอร์ตอย่างไรเมื่อภาวะตลาดเปลี่ยน
นี่คือจุดที่ “บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน)” กำลังพยายามขยับบทบาทจาก “โบรกเกอร์” สู่การเป็น “Wealth Solution Provider”
เกมใหม่ไม่ได้วัดที่หุ้นตัวไหนจะขึ้น
“ชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ” กรรมการผู้จัดการกิจการค้าหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) หรือ BLS มองเห็นการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจากฐานลูกค้าของบริษัท และเลือกเดินหน้าสร้างโซลูชันการลงทุนที่ครอบคลุมสินทรัพย์มากขึ้น
หนึ่งในแนวทางสำคัญ คือ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถบริหารพอร์ตได้อย่างเป็นระบบ แทนที่จะต้องตัดสินใจลงทุนด้วยตัวเองในทุกจังหวะ
ที่ผ่านมา บริษัทได้พัฒนา Auto Top Fund เพื่อรองรับนักลงทุนที่มีการลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภท รวมถึงนักลงทุนที่ซื้อกองทุนแล้วถือไว้โดยไม่มีระบบบริหารหรือปรับพอร์ตอย่างต่อเนื่อง
แนวคิดสำคัญคือ การนำกองทุนที่ผ่านการคัดเลือกมาจัดทำเป็นพอร์ต โดยอาศัยประสบการณ์ด้าน Asset Management และการให้คำแนะนำลูกค้ามากกว่า 10 ปี รวมถึงการเรียนรู้จากวัฏจักรเศรษฐกิจทั้งในช่วงขาขึ้นและช่วงตลาดปรับตัวลงอย่างรุนแรง
หัวใจของโมเดลจึงไม่ได้อยู่เพียงการเลือกสินทรัพย์ที่ดี แต่รวมถึง Rebalance พอร์ตให้สอดคล้องกับภาวะตลาดและระดับความเสี่ยงของนักลงทุน
ข้อมูลที่บริษัทติดตามสะท้อนว่าแนวทางดังกล่าวได้รับการตอบรับ โดยบริษัทระบุว่า Performance ของพอร์ตสามารถทำได้ดีกว่ากองทุนทั่วไป ขณะที่ระดับความเสี่ยงต่ำกว่า
จาก Global Index สู่หุ้นรายตัวทั่วโลก
เมื่อความต้องการลงทุนต่างประเทศเพิ่มขึ้น บัวหลวงจึงต่อยอดจากโซลูชัน Global Index มาสู่ DR Stock Focus โจทย์สำคัญคือ ปัจจุบันนักลงทุนไทยสามารถเข้าถึงหุ้นต่างประเทศได้ง่ายขึ้น แต่ “การเข้าถึง” ไม่ได้หมายความว่า “การตัดสินใจ” จะง่ายขึ้นตามไปด้วย
เพราะตลาดโลกมีหุ้นจำนวนมากที่ราคาปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว และบางบริษัทซื้อขายด้วยค่า P/E ในระดับสูง นักลงทุนทั่วไปจึงอาจประสบปัญหาในการประเมินว่าหุ้นใดเหมาะสมกับการลงทุน
บัวหลวงพยายามนำจุดแข็งด้านทีมวิจัย พันธมิตรต่างประเทศ และระบบการทำงานด้านเทคโนโลยีเข้ามาผนวกกัน เพื่อสร้างพอร์ตการลงทุนผ่าน DR ที่อ้างอิงหุ้นต่างประเทศ
นี่เป็นอีกก้าวของการเปลี่ยนจากธุรกิจที่เน้นซื้อขายไปสู่ธุรกิจที่เน้นการออกแบบพอร์ตให้กับลูกค้า
บัวหลวงมองว่าตลาด DR ยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก โดย AUM ของ DR ทั้งตลาดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่เม็ดเงินลงทุนในต่างประเทศผ่านกองทุนของไทยยังอยู่ในระดับประมาณ 150,000-200,000 ล้านบาท สะท้อนตลาดยังมีฐานเงินลงทุนขนาดใหญ่ที่สามารถพัฒนาไปสู่ผลิตภัณฑ์การลงทุนรูปแบบอื่นได้
“เลือกสิ่งที่ไทยไม่มี” โจทย์ DR รุ่นใหม่
สิ่งที่น่าสนใจคือกลยุทธ์การคัดเลือกหุ้นต่างประเทศของบัวหลวงไม่ได้มองเพียงว่า “หุ้นตัวไหนกำลังได้รับความนิยม” แต่ให้ความสำคัญกับคำถามว่า ธุรกิจอะไรที่ประเทศไทยไม่มีหรือมีไม่มากพอ
บัวหลวงจึงไม่ต้องการออก DR ที่มีธุรกิจซ้ำกับตลาดไทยมากเกินไป เช่น ธุรกิจน้ำมัน หรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและ AOT เพราะนักลงทุนไทยสามารถลงทุนในธุรกิจเหล่านี้ผ่านตลาดหุ้นไทย
ในทางกลับกัน เป้าหมายคือการนำธุรกิจระดับโลกที่ไทยไม่มี หรือไม่สามารถเข้าถึงได้โดยตรง เข้ามาเป็นทางเลือกให้กับนักลงทุนไทย นี่จึงเป็นภาพของ DR ในฐานะเครื่องมือสำหรับ “เติมเต็มช่องว่างของพอร์ต” มากกว่าการเป็นเพียงสินทรัพย์สำหรับเก็งกำไรหุ้นต่างประเทศ
นอกจากกลุ่มนักลงทุนรุ่นใหม่ที่ต้องการเติบโตจากสินทรัพย์ทั่วโลก บัวหลวงยังมองเห็นโอกาสจากนักลงทุนอีกกลุ่ม คือ ผู้ที่มีเงินลงทุนในพอร์ตค่อนข้างมาก แต่ไม่ต้องการเฝ้าติดตามราคาหุ้นทุกวัน กลุ่มนี้ต้องการ Passive Income และกระแสเงินสดสม่ำเสมอ
Structured Note จึงกลายเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่บริษัทให้ความสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่มีอายุประมาณ 35-40 ปีขึ้นไปและมีความต้องการสร้างรายได้จากเงินลงทุน มากกว่าการเข้ามาเทรดระยะสั้น
ข้อมูลจากบริษัทระบุว่า ยอดการเปิดตั๋วในปัจจุบันสูงกว่าจุดสูงสุดที่เคยทำไว้ในปี 2567 ขณะที่มูลค่าการซื้อขายในธุรกิจดังกล่าวอยู่ที่ประมาณ 20,000 ล้านบาทต่อเดือน
เมื่อพิจารณาระยะเวลาของ Structured Note ซึ่งมีตั้งแต่ประมาณ 1-6 เดือน ทำให้เม็ดเงินที่สะสมอยู่ในตลาดอาจอยู่ในระดับประมาณ 50,000-70,000 ล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ตลาดผลิตภัณฑ์ที่สร้างผลตอบแทนและกระแสเงินสดตามโครงสร้างที่กำหนด ยังมีพื้นที่ให้เติบโตอีกมาก
สำหรับบัวหลวงเป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงการรักษาตำแหน่งในตลาด แต่ต้องการขยายฐานลูกค้าและเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในผลิตภัณฑ์ดังกล่าว
ข้อมูลมากไป ปัญหาใหญ่นักลงทุน
อีกหนึ่งความท้าทายของโลกการลงทุนยุคใหม่ไม่ได้อยู่ที่การขาดข้อมูล แต่กลับเป็น ข้อมูลมีมากเกินไป นักลงทุนสามารถเข้าถึงข่าว บทวิเคราะห์ ราคา และคอนเทนต์จากทั่วโลกได้ตลอดเวลา ขณะที่แต่ละคนมีพอร์ตลงทุนแตกต่างกัน
การส่งข้อมูลแบบเดียวกันให้กับลูกค้าทุกคนจึงอาจไม่ใช่คำตอบ บัวหลวงจึงพยายามพัฒนาแนวทางที่เรียกว่า Personal Life Session เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลการลงทุนกับลักษณะพอร์ตของลูกค้าแต่ละราย
แนวคิดคือ ลูกค้าที่ถือสินทรัพย์แตกต่างกันควรได้รับ Research และคำแนะนำที่เหมาะสมกับพอร์ตของตัวเอง ไม่ใช่ถูกป้อนข้อมูลจำนวนมากจนกลายเป็น “Noise” เพราะในยุคที่ข้อมูลไม่ได้หายากอีกต่อไป สิ่งที่มีค่ามากขึ้นคือ การคัดกรองข้อมูลและแปลงข้อมูลให้เป็นคำแนะนำที่นำไปใช้ได้จริง
เกมโบรกเกอร์กำลังเปลี่ยน
หากมองภาพใหญ่ สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียงการเปิดผลิตภัณฑ์ใหม่ของบริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่ง แต่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมตลาดทุนไทย เมื่อค่าคอมมิชชันจากการซื้อขายหุ้นเผชิญแรงกดดัน
ขณะที่นักลงทุนมีทางเลือกในการลงทุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การแข่งขันจึงกำลังขยับจาก “ใครให้บริการซื้อขายได้ดี” สู่ “ใครบริหารความสัมพันธ์และพอร์ตของลูกค้าได้ดีกว่า”
นั่นหมายความว่า บริษัทหลักทรัพย์ในอนาคตจำเป็นต้องมีทั้ง Research, Technology, Product และ Wealth Management อยู่ในระบบเดียวกัน และต้องทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า บริษัทไม่ได้มีหน้าที่เพียงส่งคำสั่งซื้อขาย แต่สามารถช่วยตอบคำถามที่ใหญ่กว่าได้ว่า เงินของเราควรอยู่ตรงไหน?
สำหรับบัวหลวงการเดินเกมดังกล่าวมีเป้าหมายทางธุรกิจที่ชัดเจน บริษัทคาดหวังว่ากำไรในปีนี้จะเติบโตสูงกว่าปีก่อน โดยข้อมูลในช่วงครึ่งปีแรกที่ผู้บริหารกล่าวถึงระบุว่า กำไรอยู่ในระดับที่ดีกว่าปีก่อนแล้ว และเป้าหมายคือการกลับไปสู่ระดับกำไรที่บริษัทเคยทำได้ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
ดังนั้น การขยายผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ Auto Top Fund, Global Index, DR Stock Focus ไปจนถึง Structured Note จึงไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มทางเลือกให้กับนักลงทุน แต่เป็นการสร้างเครื่องยนต์รายได้หลายขา เพื่อรองรับโครงสร้างตลาดทุนที่เปลี่ยนไป
ทิศทางของบัวหลวงกำลังสะท้อนภาพใหญ่ของตลาดทุนไทยอย่างชัดเจนว่า ยุคของการลงทุนที่ผูกติดอยู่กับ “หุ้นไทย” กำลังเปลี่ยนผ่าน นักลงทุนรุ่นใหม่กำลังกลายเป็นนักลงทุนแบบ Multi-Asset ขณะที่นักลงทุนที่มีความมั่งคั่งมากขึ้นต้องการทั้งการเติบโตของเงินลงทุนและกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอ
โจทย์ของธุรกิจหลักทรัพย์จึงไม่ได้จบที่การหาหุ้นเด่น แต่ต้องสามารถสร้าง Investment Solution ที่ตอบโจทย์ชีวิตและเป้าหมายทางการเงินของลูกค้า จาก “โบรกเกอร์” สู่ “Wealth Solution” จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนชื่อบทบาท แต่คือการเปลี่ยนโมเดลธุรกิจครั้งสำคัญ
และเกมต่อจากนี้ อาจไม่ได้วัดกันว่าใคร “ขายหุ้นเก่งกว่า” แต่อาจวัดกันว่า ใครสามารถดูแลเงินของลูกค้าได้ครบวงจรและยาวนานกว่า.







