
จับตา GC เกมรุกใหม่ ฝ่าวิกฤตโลก ดันเคมีมูลค่าสูง-ธุรกิจสีเขียว
GC เดินหน้าสร้างการเติบโตบทใหม่ เสริมแกร่งธุรกิจปิโตรเคมี ปรับพอร์ตสู่ Specialty-Green & Bio พร้อมยกระดับมาบตาพุดสู่ฐานอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
KEY
POINTS
- GC ปรับกลยุทธ์ครั้งสำคัญโดยมุ่งลดการพึ่งพาธุรกิจปิโตรเคมีพื้นฐาน (Commodity) และเร่งขยายพอร์ตธุรกิจเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ (Specialty) ที่มีมูลค่าสูง เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและรับมือความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
- บริษัทฯ ผลักดันธุรกิจสีเขียวและชีวภาพ (Green & Bio) ให้เป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์การเติบโตหลัก โดยต่อยอดจากฐานเดิมไปสู่ผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง (Bio Specialty) เพื่อตอบโจทย์ความยั่งยืน
- GC วางยุทธศาสตร์ยกระดับพื้นที่มาบตาพุด (MTP Transformation) ให้เป็นฐานการผลิตและนวัตกรรมแห่งอนาคตของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจมูลค่าสูงและธุรกิจสีเขียว
GC เดินหน้าสร้างการเติบโตบทใหม่ เสริมแกร่งธุรกิจปิโตรเคมี เร่ง Specialty–Green & Bio ดันมาบตาพุดสู่ฐานอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ประกาศทิศทางและกลยุทธ์ธุรกิจช่วงปี 2569–2573 มุ่งสร้างการเติบโตบทใหม่ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
โดยตั้งเป้าปรับสัดส่วนพอร์ตโฟลิโอจากสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) สู่เคมีภัณฑ์มูลค่าสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Specialty และ Green & Bio) จากสัดส่วน 80:20 เป็น 70:30 ภายในปี 2573
เพื่อปรับสมดุลพอร์ตไปสู่ธุรกิจมูลค่าสูงและคาร์บอนต่ำ พร้อมยกระดับศักยภาพพื้นที่มาบตาพุดให้เป็นหนึ่งในฐานการเติบโตสำคัญของอุตสาหกรรมเคมีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
นายณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ความผันผวนและความไม่แน่นอนจะยังเป็นส่วนหนึ่งของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในระยะข้างหน้า ดังนั้น สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการรับมือกับสถานการณ์เฉพาะหน้า แต่ต้องเตรียมองค์กรให้มีความยืดหยุ่น มองเห็นทิศทางการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม และสร้างความพร้อมอย่างต่อเนื่อง
GC จึงให้ความสำคัญกับการสร้างความแข็งแกร่งจากภายใน ผ่านโครงสร้างธุรกิจแบบบูรณาการ ความยืดหยุ่นด้านวัตถุดิบ เทคโนโลยีดิจิทัล นวัตกรรม บุคลากร และเครือข่ายพันธมิตรระดับโลก ซึ่งทั้งหมดจะเป็นฐานสำคัญสำหรับการเติบโตในระยะต่อไป
แม้เศรษฐกิจโลกยังเผชิญแรงกดดันจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตพลังงาน ความผันผวนของซัพพลายเชน เงินเฟ้อ และมาตรการทางการค้า แต่การเตรียมความพร้อมและการดำเนินกลยุทธ์อย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ช่วยให้ GC สามารถรักษาความแข็งแกร่งของการดำเนินงานได้
ในไตรมาส 2 ปี 2569 GC มี Adjusted EBITDA 26,932 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 81% จากไตรมาสก่อนหน้า และมีกำไรสุทธิ 12,208 ล้านบาท ขณะที่ผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกปี 2569 มี Adjusted EBITDA 41,777 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 15,440 ล้านบาท
Integrated Value Chain จุดแข็งรับมือความผันผวน
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับ GC คือ โครงสร้างธุรกิจแบบบูรณาการ หรือ Integrated Value Chain ซึ่งเชื่อมโยงธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทำให้สามารถบริหารจัดการวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ได้อย่างเป็นระบบ
นอกจากนี้ GC ยังมีความสามารถในการเลือกใช้วัตถุดิบได้หลากหลายทั้งก๊าซและของเหลว ช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านวัตถุดิบและเปิดโอกาสให้บริษัทบริหารต้นทุนให้เหมาะสมกับสภาวะตลาด โดยโครงการนำเข้าอีเทนจากสหรัฐอเมริกายังคงเดินหน้าตามแผน และคาดว่าจะเริ่มนำเข้าได้ในปี 2572
ขณะเดียวกัน บริษัทเดินหน้ายกระดับประสิทธิภาพทั่วทั้งองค์กรผ่านแนวทาง Holistic Optimization ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การบริหารซัพพลายเชน กระบวนการผลิต ไปจนถึงการขาย การตลาด และกระบวนการทำงาน โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลผ่านแนวทาง Digital 3 Smarts ได้แก่ Smart Plant, Smart Sales & Marketing และ Smart Work Process
การดำเนินงานดังกล่าวช่วยเพิ่มรายได้และลดค่าใช้จ่าย โดยในปี 2568 GC สามารถสร้างผลลัพธ์ได้มากกว่า 7,000 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 5,500 ล้านบาท ส่วนปี 2569 บริษัทตั้งเป้าสร้างรายได้และลดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอีก 4,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันการดำเนินงานยังคืบหน้าตามแผน
ด้านการเงิน GC ยังคงบริหารโครงสร้างทางการเงินอย่างมีวินัย ทั้งการสร้างมูลค่าจากสินทรัพย์ หรือ Asset Monetization การบริหารเงินทุน และการปรับโครงสร้างหนี้ระยะยาว เพื่อเสริมความแข็งแกร่งทางการเงินและเตรียมความพร้อมสำหรับการเติบโตในอนาคต
ปรับพอร์ต Commodity สู่ Specialty เพิ่มธุรกิจมูลค่าสูง
สำหรับช่วงปี 2569–2573 GC วางเป้าหมายเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจปัจจุบัน พร้อมสร้างฐานสำหรับการเติบโตระยะถัดไป โดยหนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือการปรับสมดุลพอร์ตธุรกิจระหว่าง Commodity และ Specialty จากประมาณ 80:20 เป็น 70:30 ภายในปี 2573
แนวทางดังกล่าวจะช่วยเพิ่มสัดส่วนธุรกิจที่มีมูลค่าสูง และลดการพึ่งพาธุรกิจ Commodity ขณะที่สร้างพอร์ตธุรกิจที่มีความแข็งแกร่งและสอดคล้องกับทิศทางของอุตสาหกรรมในอนาคตมากขึ้น
ในแต่ละกลุ่มธุรกิจ GC วางแนวทางต่อยอดศักยภาพที่มีอยู่ ได้แก่
ธุรกิจต้นน้ำและผลิตภัณฑ์ขั้นกลาง บริษัทมุ่งต่อยอดศักยภาพของโรงกลั่นชีวภาพ พร้อมศึกษาการบูรณาการโรงกลั่นและธุรกิจปิโตรเคมี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างโอกาสทางธุรกิจ
ธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งธุรกิจร่วมทุนกับ SCGC เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน
หากการร่วมทุนเกิดขึ้น จะมีศักยภาพเป็นผู้ผลิตโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ชั้นนำของอาเซียน และมีขนาดกำลังการผลิตอยู่ในระดับ Top 10 ของโลก
ซึ่งจะช่วยสนับสนุนความมั่นคงให้กับอุตสาหกรรมต่อเนื่องทั้งในประเทศและภูมิภาค โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปการศึกษาช่วงปลายไตรมาส 3 ปี 2569
ธุรกิจเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ หรือ Specialty GC จะเร่งปลดล็อกศักยภาพของ allnex เพื่อให้เป็นฐานสำคัญสำหรับการขยายธุรกิจ Specialty
ธุรกิจ Green & Bio บริษัทจะต่อยอดจากความเชี่ยวชาญและสินทรัพย์ที่มีอยู่ไปสู่ผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ชีวภาพชนิดพิเศษ หรือ Bio Specialty
ทุกแนวทางจะดำเนินควบคู่กับ Holistic Optimization ที่ขยายจากโครงการเฉพาะจุดไปสู่การยกระดับประสิทธิภาพทั่วทั้งองค์กร หรือ Company-wide Enhancement โดย GC ตั้งเป้าสร้าง EBITDA Uplift เพิ่มอีก 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ภายในปี 2573
allnex เร่งเครื่อง Specialty สร้างฐานผลิตใหม่ในมาบตาพุด
สำหรับธุรกิจ Specialty GC มุ่งใช้ศักยภาพของ allnex อย่างเต็มที่ โดยในช่วงครึ่งปีแรกปี 2569 allnex มีผลการดำเนินงานดีกว่าแผน สะท้อนความคืบหน้าของกลยุทธ์เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตระยะยาว
แนวทางสำคัญประกอบด้วยการปรับโครงสร้างต้นทุน โดยอยู่ระหว่างศึกษามาตรการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในทุกมิติ
การบริหารพอร์ตโฟลิโอโดยมุ่งเน้นเทคโนโลยีที่ allnex มีความเป็นผู้นำและมีศักยภาพในการแข่งขันสูง รวมถึงการขยายไปสู่ธุรกิจและเทคโนโลยีที่สามารถต่อยอดจากจุดแข็งเดิม
ในประเทศไทย allnex ได้ประกาศขยายกำลังการผลิต Sagging Control Agent (SCA) ที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง โดยจะเป็นฐานการผลิต SCA แห่งแรกของ allnex นอกยุโรป
การลงทุนดังกล่าวถือเป็นการนำเทคโนโลยีและความสามารถด้านการผลิตเข้ามาสู่ประเทศไทย พร้อมสร้าง Ecosystem ที่ใกล้ชิดกับลูกค้าในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รองรับความต้องการของตลาดที่เติบโตขึ้น กระจายฐานการผลิต และลดความเสี่ยงด้านซัพพลายเชนให้กับลูกค้า
SCA เป็นนวัตกรรมขั้นสูงที่ช่วยป้องกันการไหลย้อยของสีหรือสารเคลือบระหว่างการใช้งาน ซึ่งมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมยานยนต์
นอกจากประเทศไทย allnex ยังขยายฐานการผลิตในเอเชียอย่างต่อเนื่อง ทั้ง China Hub ที่เมืองเจียซิง (Jiaxing) ประเทศจีน ซึ่งเป็นฐานการผลิตและโรงงานที่ใหญ่ที่สุดของ allnex ในโลก และมีผลการดำเนินงานเติบโตดีกว่าคาดการณ์ รวมถึง India Hub ที่เมืองมหัท (Mahad) ประเทศอินเดีย ซึ่งอยู่ระหว่างการขยายกำลังการผลิต
Green & Bio จากรากฐานกว่า 10 ปี สู่ Bio Specialty
อีกหนึ่งเสาหลักของการเติบโตในอนาคตคือธุรกิจ Green & Bio ซึ่ง GC พัฒนาและสั่งสมองค์ความรู้มานานกว่าทศวรรษ จนมีความพร้อมตั้งแต่วัตถุดิบ เทคโนโลยี นวัตกรรม ไปจนถึงซัพพลายเชน
ปัจจุบันพอร์ตโฟลิโอครอบคลุมตั้งแต่เชื้อเพลิงชีวภาพ เคมีภัณฑ์ชีวภาพ ไบโอพลาสติก โอลีโอเคมิคอล ไปจนถึงพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง
หนึ่งในความคืบหน้าสำคัญคือ NatureWorks ซึ่งเพิ่งเปิดโรงงานผลิตไบโอพลาสติก PLA แบบครบวงจรแห่งใหม่ที่นครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ เชื่อมโยงวัตถุดิบจากภาคเกษตรไทยเข้ากับเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อผลิตสินค้ามูลค่าสูง
ขณะที่ GGC และ Emery Oleochemicals เดินหน้าต่อยอดองค์ความรู้ด้านเคมีภัณฑ์จากพืชไปสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง และ ENVICCO ผู้ผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูงและเกรดสัมผัสอาหารรายแรกของประเทศไทย สามารถเดินเครื่องได้เต็มกำลังการผลิตแล้ว
จากฐานดังกล่าว GC กำลังขยายโอกาสไปสู่กลุ่ม Bio Specialty ผ่านนวัตกรรมที่มีศักยภาพการเติบโตสูง เพื่อพัฒนา Sustainable Solutions ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า พร้อมยกระดับอุตสาหกรรมให้มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
MTP Transformation เปลี่ยนมาบตาพุดสู่ฐานเติบโตใหม่ของเอเชียแปซิฟิก
GC มองว่า มาบตาพุด จะเป็นหนึ่งในฐานสำคัญของการต่อยอดธุรกิจมูลค่าสูงในอนาคต ภายใต้กลยุทธ์ MTP Transformation โดยใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐาน เครือข่าย และฐานธุรกิจที่มีอยู่
จุดแข็งสำคัญคือการมีฐานธุรกิจครอบคลุมตั้งแต่เคมีภัณฑ์ทั่วไป เคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ ไปจนถึง Green & Bio ทำให้มาบตาพุดสามารถเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงเทคโนโลยี นวัตกรรม และพันธมิตรจากทั่วโลกเข้ากับตลาดปลายทางในภูมิภาค
GC มองว่าศักยภาพดังกล่าวจะช่วยเพิ่มบทบาทของประเทศไทยในห่วงโซ่อุตสาหกรรมเคมีแห่งอนาคตของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ขณะเดียวกันบริษัทจะยังคงเดินหน้าขยายการเติบโตในภูมิภาคอื่นทั่วโลกควบคู่กัน
นายณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GC กล่าวว่า การเติบโตบทใหม่ของ GC จะไม่ได้เกิดจากโครงการใดโครงการหนึ่ง แต่เกิดจากการนำจุดแข็งที่มีมาประกอบเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ธุรกิจเดิม เทคโนโลยีและนวัตกรรม ความสามารถของบุคลากร เครือข่ายระดับโลก ไปจนถึงพันธมิตรทางธุรกิจ
บริษัทจึงเดินหน้าขับเคลื่อนแต่ละส่วนตามทิศทางเชิงกลยุทธ์ เพื่อให้องค์กรมีทั้งความแข็งแกร่งในปัจจุบันและพร้อมเติบโตมากขึ้นในอนาคต
“คน” คือกลไกขับเคลื่อนนวัตกรรม
นอกจากการลงทุนในธุรกิจและเทคโนโลยี GC ยังให้ความสำคัญกับ “คน” ในฐานะกลไกสำคัญของการสร้างการเปลี่ยนแปลง ผ่านแนวคิด “GC StandOut Through INnovation องค์กรนวัตกรรมทำจริง”
แนวคิดดังกล่าวมุ่งสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้าง ส่งเสริมให้พนักงานกล้าคิดและกล้าลงมือทำ โดยในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา พนักงาน GC ทุกระดับร่วมเสนอไอเดียมากกว่า 1,000 ไอเดีย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดค่าใช้จ่ายขององค์กร และสามารถสร้างผลลัพธ์ได้สูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้
ภาพรวมทั้งหมดจึงสะท้อนทิศทางของ GC ที่ไม่ได้มุ่งเพียง “รับมือ” กับความเปลี่ยนแปลง แต่กำลังเปลี่ยนความพร้อมและขีดความสามารถที่สั่งสมมาตลอดหลายปีให้กลายเป็นโอกาสในการสร้างการเติบโตบทใหม่
โดยมีธุรกิจหลักที่แข็งแกร่งเป็นฐาน ขณะที่ Specialty, Green & Bio และ MTP Transformation จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนบริษัทไปสู่ธุรกิจมูลค่าสูงและคาร์บอนต่ำในระยะยาว
GC กับเป้าหมายการเติบโตอย่างยั่งยืน
บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC มุ่งสู่การเป็นผู้นำธุรกิจเคมีภัณฑ์ระดับสากล โดยใช้นวัตกรรมด้านพลาสติกและเคมีภัณฑ์เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน ภายใต้วิสัยทัศน์ “เคมีที่เข้าถึงทุกความสุข”
บริษัทดำเนินธุรกิจโดยให้ความสำคัญกับความสมดุลระหว่างสิ่งแวดล้อม สังคม บรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจ หรือ ESG พร้อมส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน และพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่ตอบโจทย์โลกอนาคต
ปัจจุบัน GC มีฐานการผลิตและจัดจำหน่ายมากกว่า 90 แห่ง และศูนย์วิจัยและพัฒนามากกว่า 40 แห่ง ใน 20 ประเทศทั่วโลก
ด้านความยั่งยืน GC ได้รับอันดับ 1 หรือ Top 1% จากการประเมิน S&P Global Corporate Sustainability Assessment (CSA) ในกลุ่มธุรกิจเคมีภัณฑ์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 และได้รับคัดเลือกเป็นสมาชิก Sustainability Yearbook 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 13
นอกจากนี้ยังได้รับคัดเลือกให้อยู่ในดัชนีความยั่งยืนระดับโลก ได้แก่ Dow Jones Best-in-Class World Index และ Dow Jones Best-in-Class Emerging Markets Index รวมถึงได้รับการจัดอันดับระดับ A ด้านการบริหารจัดการน้ำจาก CDP ติดต่อกัน 6 ปี ระหว่างปี 2563–2568 และระดับ B ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
GC ตั้งเป้าหมายเป็นองค์กรคาร์บอนต่ำควบคู่กับการเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืน และมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ภายในปี 2593
ทั้งหมดนี้จึงเป็นภาพของ GC ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากการมุ่งสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจปิโตรเคมีเดิม ไปสู่การสร้างพอร์ตธุรกิจที่มีความหลากหลายและมูลค่าสูงขึ้น โดยมี Specialty และ Green & Bio เป็นเครื่องยนต์ใหม่
ขณะที่มาบตาพุดถูกวางบทบาทให้เป็นฐานสำคัญสำหรับการเชื่อมต่อธุรกิจ เทคโนโลยี และพันธมิตร เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมเคมีแห่งอนาคตในเอเชียแปซิฟิก







