
ศาลยุติธรรมติวเข้มสื่อ รู้สิทธิ-เคารพสิทธิ ใช้ PDPA อย่างมืออาชีพ
สำนักงานศาลยุติธรรมจัดสัมมนาเสริมความรู้สื่อด้านกฎหมาย ชี้ PDPA เปิดข้อยกเว้นงานข่าวเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่ต้องยึดจริยธรรมและคุ้มครองสิทธิ
KEY
POINTS
- ศาลยุติธรรมจัดสัมมนาให้ความรู้แก่สื่อมวลชนด้านกฎหมายและกระบวนการพิจารณาคดี เพื่อให้สามารถรายงานข่าวได้อย่างถูกต้องและเคารพสิทธิของผู้ที่เกี่ยวข้อง
- เน้นย้ำการใช้ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ซึ่งแม้สื่อมวลชนจะได้รับข้อยกเว้น แต่การใช้ข้อมูลต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะและสอดคล้องกับจริยธรรมวิชาชีพ
- สื่อมวลชนต้องใช้เสรีภาพควบคู่กับความรับผิดชอบ โดยคำนึงถึงหลักสันนิษฐานว่าผู้ต้องหาเป็นผู้บริสุทธิ์ และต้องปกป้องข้อมูลส่วนตัวของเด็กในคดีต่างๆ
เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 สำนักงานศาลยุติธรรมจัดกิจกรรม “สัมมนาความรู้ทางกฎหมายและระบบการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลยุติธรรมแก่สื่อมวลชน” ครั้งที่ 1 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ณ สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร เพื่อเสริมความรู้ด้านกฎหมายและกระบวนการพิจารณาคดีแก่สื่อมวลชน ให้สามารถนำไปใช้ในการรายงานข่าวได้อย่างถูกต้อง รอบด้าน และเคารพสิทธิของผู้เกี่ยวข้อง โดยมี นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำสำนักประธานศาลฎีกา โฆษกศาลยุติธรรมกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมสัมมนา
นายวรวงศ์ อัจฉราวงศ์ชัย ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง บรรยายในหัวข้อ “ทำข่าวอย่างมืออาชีพ : รู้สิทธิ เคารพสิทธิ และคุ้มครองลิขสิทธิ์งานข่าว” โดยเน้นสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิของสื่อมวลชน สิทธิของบุคคลที่ตกเป็นข่าว ตลอดจนประเด็นลิขสิทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานข่าว
หนึ่งในประเด็นสำคัญคือการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลในการทำหน้าที่สื่อมวลชน ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือ PDPA ซึ่งมาตรา 4(3) กำหนดข้อยกเว้นไม่ให้นำกฎหมายบางส่วนมาใช้กับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่ดำเนินการเพื่อกิจการสื่อมวลชน งานศิลปกรรม หรือวรรณกรรมโดยเฉพาะ
อย่างไรก็ตาม การได้รับข้อยกเว้นไม่ได้หมายความว่าสื่อสามารถนำข้อมูลส่วนบุคคลมาใช้ได้โดยไม่มีขอบเขต แต่ต้องพิจารณาว่าการใช้ข้อมูลนั้นเป็นไปเพื่อกิจการสื่อมวลชนโดยตรง สอดคล้องกับจริยธรรมแห่งวิชาชีพ และมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์สาธารณะ
กรณีข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการทำข่าว เช่น ข้อมูลพนักงานภายในองค์กรสื่อ หรือข้อมูลสมาชิกและผู้ลงทะเบียนรับข่าวสาร ยังคงอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ของ PDPA เช่นเดียวกับองค์กรทั่วไป
หลักการดังกล่าวมีขึ้นเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคล กับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและสิทธิของประชาชนในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะการรายงานเรื่องที่มีผลกระทบต่อสังคม เช่น คดีอาชญากรรม การทุจริต หรือเหตุการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ
ขณะเดียวกัน สื่อมวลชนยังต้องใช้ดุลยพินิจอย่างระมัดระวังในการเปิดเผยข้อมูล หากการนำเสนอไม่เป็นไปตามจริยธรรมวิชาชีพ หรือไม่มีประโยชน์สาธารณะรองรับ อาจนำไปสู่ปัญหาการละเมิดสิทธิของเจ้าของข้อมูลได้
นอกจากนี้ การรายงานข่าวคดีอาญาต้องคำนึงถึงหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด ขณะที่การรายงานข่าวเกี่ยวกับเด็ก โดยเฉพาะเด็กที่เป็นผู้เสียหายจากอาชญากรรม ต้องให้ความสำคัญกับการปกปิดตัวตนและคุ้มครองประโยชน์สูงสุดของเด็ก
สาระสำคัญจึงอยู่ที่ แม้กฎหมายจะเปิดพื้นที่ให้สื่อมวลชนสามารถใช้ข้อมูลเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบและนำเสนอเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนได้ แต่เสรีภาพดังกล่าวต้องดำเนินควบคู่กับความรับผิดชอบ จริยธรรมวิชาชีพ และการเคารพสิทธิของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับข่าว.







