SET พักสั้นไม่ควรหลุด 1250 จุด อีก จับตา GDP จีน สัปดาห์หน้า
SET แกว่งไซด์เวย์ พักสั้นไม่ควรหลุด 1255/1250 จุด อีก ติดตาม GDP จีน สัปดาห์หน้า กลยุทธ์การลงทุน “Selective Buy” แนะนำ CPALL และ WHA
KEY
POINTS
- ตลาดหุ้นไทย (SET) มีแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบ โดยมีแนวรับสำคัญทางเทคนิคที่ไม่ควรหลุดต่ำกว่าระดับ 1250 จุดอีกครั้ง
- ปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาในสัปดาห์หน้าคือการประกาศตัวเลข GDP ของจีน ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางการลงทุนในตลาดหุ้นเอเชียรวมถึงไทย
- กลยุทธ์การลงทุนแนะนำให้เลือกลงทุนรายตัว (Selective Buy) ท่ามกลางปัจจัยบวกจากแรงซื้อต่างชาติและความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจสหรัฐฯ
บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ประเมินว่า ตลาดแกว่งไซด์เวย์ ตลาดมีแรงซื้อหุ้นที่ลงแรงก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็น การแพทย์ ค้าปลีก ไฟแนนซ์ คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์จีน (CSRC) เพิ่มเงินวางประกันเพื่อกู้ซื้อหุ้นเพิ่มจาก 80% เป็น 100% ทำให้อาจมีเงินไหลเข้าตลาดหุ้นเอเชียอื่นแทน รวมถึงไทย นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิพันล้านต่อเป็นวันที่ 2 สัปดาห์หน้าติดตาม GDP จีน หากต่ำกว่าคาดอาจหนุนกลุ่ม China Play ต่อ เก็งออกมาตรการฯ ทางเทคนิคเป็นบวก หลังยืน 1250 พักสั้นไม่ควรหลุด 1255/1250 อีก
ทั้งนี้ ช่วงสั้นมอง SET แกว่งตัวในกรอบ 1230-1300 จุด ปัจจัยในประเทศติดตามนโยบายหาเสียงด้านเศรษฐกิจของพรรคการเมือง ซึ่งจะมีผลต่อความคาดหวังเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมและหุ้นที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเริ่มเข้าสู่ช่วงประกาศจบไตรมาส 4/2568 ของกลุ่มธนาคาร ส่วนปัจจัยภายนอกที่ต้องติดตาม ซึ่งอาจมีผลต่อจิตวิทยาการลงทุนระยะสั้น ได้แก่ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ อาทิ ปฏิบัติการในเวเนซุเอลาและเหตุการณ์ประท้วงในอิหร่านที่มีผลต่อความผันผวนของราคาน้ำมัน, กรณี ปธน. ทรัมป์ ส่งสัญญาณต้องการให้สหรัฐฯ ครอบครองกรีนแลนด์ที่อาจกดดันความสัมพันธ์สหรัฐฯ-ยุโรป ตึงเครียดเพิ่มขึ้น รวมทั้งจับตาข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ อาทิ CPI, PPI และยอดค้าปลีก
ดังนั้น กลยุทธ์ลงทุนแนะนำให้ "Selective Buy" ใน 3 ธีมหลัก และ 3 ธีมเทรดดิ้ง ดังนี้
1.หุ้น Earning Earning Play ซึ่งคาดกำไรไตรมาส 4/2568 จะเติบโตเด่นเกิน 10%YoY และแนะนำ Outperform หุ้นพื้นฐานธุรกิจมั่นคงและมีโมเมนต้มกำไรก็ดี แนะนำ ADVANC BGRIM CHG GPSC GULF OR PRM
2.หุ้นปันผลคุณภาพดีเพื่อสร้างกระแสเงินสดและลดความผันผวนให้แก่พอร์ตลงทุน แบ่งเป็น 1) หุ้นปันผล สำหรับลงทุนระยะยาว (กำไรแต่ละปีมั่นคง, ผันผวนต่ำ, ฐานะการเงินแข็งแกร่ง, มี SET ESG Ratings A-AAA และจ่ายปัผลสม่ำเสมอ โดยคาดไห้ Div. Yield สูงเกินปีละ 5%) แนะนำ AP DIF KTB PTT TISCO และ 2) หุ้นปันผลสำหรับลงทุนระยะสั้น 6 เดือน (กำไรปี 2568 มั่นคง, ผันผวนต่ำ, คาดมีเงินปันผล จากกำไรปี 2568 ที่เหลือจ่ายหลังหักเงินปันผลที่ประกาศจ่ายระหว่างกาลไปแล้ว ซึ่งได้ Div. Yield เกิน 5%) แนะนำ BAM KBANK SAT THANI TLI
3.หุ้นที่คาดได้ประโยชน์จากเข้าสู่วัฏจักรดอกเบี้ยขาลง โดยเราคาด กนง. จะมีการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้ 2 ครั้ง อาทิ หุ้นที่จะมีต้นทุนการเงินลดลงตามการะหนี้สิน ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยลอยตัวสูง แนะนำ CENTEL GPSC TRUE และหุ้นที่จะมีต้นทุนการดำเนินการลดลง หรือกำลังซื้อผู้บริโภคดีขึ้น แนะนำ AP MTC รวมทั้งหุ้นกลุ่ม REITS แนะนำ DIF FTREIT LHHOTEL
4.Trading Idea: นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้และต้องการเกิดกำไร แนะนำ (1) หุ้นที่คาดได้อานิสงส์จากเหตุประท้วงในอิหร่านซึ่งกดดันตลาดกังวลอุปทานน้ำมันในตะวันออกกลางชะงักงัน แนะนํา PTTEP PTT และหุ้นที่คาดได้ประโยชน์หากสหรัฐยกเลิกคว่ำบาตรน้ำมันเวเนซุเอลาทำให้มีโอกาสกลับมานำเข้าน้ำมันเวเนซุเอลา แนะนำ TASCO 2) หุ้นที่คาดได้ Sentiment บวกเชิงจิตวิทยาระยะสั้น หากศาลสูงสุดตัดสิน ปธน.ทรัมป์ ผิดในกรณีเรียกเก็บภาษีศุลกากร แนะนำ กลุ่มนิคม (AMATA WHA FTREIT) กลุ่มเกษตร (TU ITC) กลุ่มยาง (STA STGT NER) กลุ่มเล็กทรอนิกส์ (DELTA HANA KCE) และ 3) หุ้นที่คาดจะได้ประโยชน์จาก Election Rally เพราะมีเม็ดเงินไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง อาทิ กลุ่มพาณิชย์ (CPALL TNP) กลุ่มอาหาร (GFPT CBG OSP) และกลุ่มท่องเที่ยว (CENTEL ERW)
สำหรับหุ้นแนะนำวันนี้ ได้แก่ CPALL ปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากแนวโน้มผลประกอบการในไตรมาส 4/2568 ที่คาดว่าจะออกมาดีที่สุดในกลุ่มที่ประมาณ 7 พันล้านบาท (+1%YoY และ +8%QoQ) ขณะที่ SSS เริ่มฟื้นตัว คาดกำไรในไตรมาส 1/2569 โดต่อได้ QoQ และ YoY ส่วน Valuation ไม่แพง PE 2569F อยู่ที่ 12 เท่า ต่ำกว่ากลุ่มทั้งที่การเติบโตเด่นกว่า เป้าหมายระยะสั้น 43.25 บาท
WHA ปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากข่าวบอร์ด BOI อนุมัติโครงการลงทุน Data Center ขนาดใหญ่ 7 โครงการ บริษัทเป็นผู้ประกอบการที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์ ในขณะที่ผลประกอบการคาดว่าในปี 2568 จะทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 4.65 พันล้านบาท ขยายตัว 6.8% และเติบโตต่อเนื่องในปี 2569 เป็น 4.76 พันล้านบาท (+2.3%) เป้าหมายระยะสั้นที่ 3.28 บาท


