posttoday

เจาะกลไก ธปท.ลดเงินนำส่ง FIDF เหลือ 0.32% ผลลัพธ์ต่อกลุ่มแบงก์

13 มกราคม 2569

เปิดมุมมองนักวิเคราะห์ต่อการลดเงินนำส่ง FIDF เหลือ 0.32% ถึงสิ้นปี 69 กลไกพยุงเศรษฐกิจและทางรอดของ SMEs ผลกระทบต่อกลุ่มแบงก์พาณิชย์

KEY

POINTS

  • ธปท. ประกาศลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนฟื้นฟูฯ (FIDF) จาก 0.46% เหลือ 0.32% ต่อปี จนถึงสิ้นปี 2569 โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ 
  • เงินส่วนต่าง 0.14% ที่ธนาคารจ่ายลดลง จะถูกนำไปใช้ในมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ เช่น การปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และใช้ค้ำประกันสินเชื่อในโครงการ "SMEs Credit Boost"
  • แม้ต้นทุนของธนาคารจะไม่ลดลงจริง แต่นักวิเคราะห์มองเป็นผลบวกต่อกลุ่มธนาคาร โดยเฉพาะธนาคารที่มีพอร์ตสินเชื่อบุคคลและ SMEs สูง เนื่องจากเป็นกลไกช่วยพยุงลูกหนี้กลุ่มเปราะบาง

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังคงเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกมาตรการสำคัญผ่านประกาศฉบับที่ 59/2568 เพื่อปรับสมดุลและเสริมสภาพคล่องให้กับระบบการเงิน โดยการปรับลดอัตราเงินนำส่งของสถาบันการเงินเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) จากเดิม 0.46% ต่อปี เหลือ 0.32% ต่อปี ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ไปจนถึงสิ้นปี 2569 

แรงขับเคลื่อนเบื้องหลังการตัดสินใจของ ธปท.

การปรับลดเงินนำส่งครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการลดภาระต้นทุนของธนาคารพาณิชย์เท่านั้น แต่มีวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์ จำแนกเป็น 2 ระดับ 

1. ปัจจัยภายนอกและความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง: ธปท. มองว่าเศรษฐกิจไทยกำลังตกอยู่ภายใต้เงาของความผันผวนจากเศรษฐกิจโลก ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ และอุปสงค์จากต่างประเทศที่ชะลอตัวลง นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็วยังได้เข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าการแข่งขันในภาคการเงินอย่างสิ้นเชิง 

2. วิกฤตสภาพคล่องในระดับฐานราก: ภาคธุรกิจโดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) กำลังเผชิญกับแรงกดดันมหาศาล ทั้งในด้านรายได้ที่ลดลงและต้นทุนที่สูงขึ้น สถานการณ์นี้ยิ่งซ้ำเติมด้วยปัญหาอุทกภัยในหลายพื้นที่ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการชำระหนี้ของทั้งภาคธุรกิจและประชาชน 

กลไกการทำงาน “ลดเพื่อช่วย” ไม่ใช่เพื่อกำไร

แม้ตัวเลขเงินนำส่งจะลดลง แต่ในมุมมองของนักวิเคราะห์มองว่านี่ไม่ใช่การเพิ่มกำไรให้ธนาคารโดยตรง 

“ธนเดช รังษีธนานนท์” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์ บล.พาย ให้มุมมองกับ “โพสต์ทูเดย์” ว่า ธปท.ประกาศปรับลดอัตราเงินนำส่งของสถาบันการเงินเข้ากองทุนฟื้นฟูฯ จาก 0.46% เหลือ 0.32% ต่อปี มีผลถึงสิ้นปี 2569 เป็นการช่วยเหลือลูกหนี้ คล้ายกับในข่วงโควิด-19 คือ ธนาคารจ่ายเงินนำส่ง FIDF ลดลง แต่ให้นำเงินที่จ่ายลดลงไปช่วยเหลือลูกหนี้ ด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 

“ธนาคารไหนจะปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้เท่าไรก็ขึ้นกับทางธนาคาร ซึ่งคิดว่าธนาคารจะมีการประกาศอกมาหลังจากนี้ มองว่าผลกระทบคงไม่มาก และธนาคารเองคงรู้กระบวนการดี และมีระยะเวลาเพียงแค่ 1 ปี แต่ลูกหนี้น่าจะได้ประโยชน์อยู่บ้าง”

บล.ดาโอ (ประเทศไทย) ให้ความเห็นว่า ธนาคารยังคงมีภาระต้นทุนเท่าเดิมที่ 0.46% เนื่องจากส่วนต่าง 0.14% (หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 20,000 ล้านบาท) จะถูกจัดสรรไปใช้ในโครงการช่วยเหลือลูกหนี้เพิ่มเติม 

กลไกหลักที่จะนำมาใช้ คือ โครงการ “SMEs Credit Boost” ซึ่งจะใช้เงินจำนวน 20,000 ล้านบาท ในการค้ำประกันสินเชื่อ เพื่อจูงใจให้เกิดการปล่อยสินเชื่อใหม่สู่ระบบ คาดว่าจะช่วยให้มีสินเชื่อปล่อยใหม่เพิ่มขึ้นประมาณ 100,000 ล้านบาท ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า 

นอกจากนี้ ธนาคารพาณิชย์จะนำเงินที่ได้จากการลดค่านำส่ง FIDF นี้ไปสนับสนุนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้กับลูกหนี้ คล้ายกับมาตรการ “คุณสู้ เราช่วย” ที่มีการปรับ FIDF fee เหลือ 0.23% แต่กลุ่มธนาคารยังคงจ่ายเท่าเดิม โดยธนาคารไหนสามารถปล่อยกู้ในโครงการคุณสู้เราช่วยได้เท่าไรก็สามารถ rebate คืนจากก้อนนี้ได้เลย 

ยังคงให้นํ้าหนักกลุ่มธนาคาร เป็น “มากกว่าตลาด” เลือก KTB (ซื้อ/เป้า 30.00 บาท), SCB (ซื้อ/เป้า 150.00 บาท) เป็น Top pick

บล.กรุงศรี ประเมินบวกต่อหุ้นธนาคารที่มีสินเชื่อเป้าหมายรัฐฯ ต้องการแก้ไขปัญหาหนี้สูง ๆ อาทิ สินเชื่อบุคคล สินเชื่อ SMEs ที่รัฐฯ วางเป้าหมายแก้ไขเป็นหลัก 

  • KTB (ธนาคารกรุงไทย) มีสัดส่วน Personal Loan และ SME รวมกันสูงถึง 34% ของพอร์ตสินเชื่อ 
  • KBANK (ธนาคารกสิกรไทย) มีสัดส่วน Personal Loan และ SME รวมกันสูงถึง 28% ของพอร์ตสินเชื่อ

การปรับลดเงินนำส่ง FIDF ในครั้งนี้คือความพยายามของ ธปท. ในการใช้เครื่องมือทางการเงินเพื่อสร้าง “กันชน” ให้กับเศรษฐกิจไทย โดยการเปลี่ยนต้นทุนที่เคยส่งเข้ากองทุนฟื้นฟูฯ ให้กลายเป็นกระแสเงินสดที่หมุนเวียนไปช่วยเหลือลูกหนี้และ SMEs โดยตรง เพื่อพยุงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจให้ดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่กระทบต่อเสถียรภาพของกองทุนในระยะยาว

ข่าวล่าสุด

TTB ชู “ttb privilege” ยกระดับชีวิตการเงิน ดัน AUM เติบโต 10%