เปิดลิสต์ 5 อันดับกาแฟไทย ยอดขายปังปี 68 มูลค่าตลาดรวม 1.49 พ้นล้าน
เปิดลิสต์ 5 อันดับ เมล็ดกาแฟไทย ยอดขายสุดปังในปี 2568 สร้างมูลค่าการตลาดรวมทะลุ 1.49 พ้นล้าน "กาแฟคอยสวนยาหลวงน่าน" ขึ้นแท่นอันดับ1 ตามด้วยกาแฟระนอง
นางอรมนทรัพย์ทวีธรรมอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทย มีการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์(GI)ในกลุ่มสินค้า "กาแฟ" รวมทั้งสิ้น 11 รายการจาก 8 จังหวัดได้แก่
- กาแฟดอยตุง (เชียงราย)
- กาแฟดอยช้าง (เชียงราย)
- กาแฟเทพเสด็จ (เชียงใหม่)
- กาแฟดอยสวนยาหลวงน่าน
- กาแฟดอยมูเซอตาก
- กาแฟวังน้ำเขียว (นครราชสีมา)
- กาแฟดงมะไฟ (นครราชสีมา)
- กาแฟระนอง
- กาแฟเขาทะลุ (ชุมพร)
- กาแฟถ้ำสิงห์ชุมพร
- กาแฟเมืองกระบี่
โดยสินค้าแต่ละรายการต่างมีลักษณะพิเศษ ที่เชื่อมโยงกับแหล่งผลิตอย่างชัดเจนทั้งสภาพภูมิประเทศความสูงจากระดับน้ำทะเลปริมาณน้ำฝนอุณหภูมิและองค์ประกอบของดินตลอดจนภูมิปัญญาและวิธีการเพาะปลูกของเกษตรกรในแต่ละพื้นที่
ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพของเมล็ดกาแฟเอกลักษณ์ด้านรสชาติกลิ่นคุณลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันไป ตามถิ่นกำเนิดซึ่งมีมูลค่าเชิงเศรษฐกิจสูงและเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค โดยในปี 2568 กาแฟ GI ไทย ทั้ง 11 รายการสามารถทำยอดยายรวมกว่า 1,497 ล้านบาท
โดยกาแฟ GI ไทยที่ทำมูลค่าตลาดสูงสุด 5 อันดับแรก (ยอดขายรวม 1,318 ล้านบาท) ประกอบด้วยกาแฟ GI จาก 4 จังหวัด ดังนี้
อันดับที่ 1 “กาแฟดอยสวนยาหลวงน่าน”
ครองตำแหน่งกาแฟ GI ไทยที่สร้างมูลค่าสูงสุดด้วยยอดขายกว่า 526 ล้านบาท จากปริมาณการผลิตกว่า 2,257 ตัน
โดยปัจจุบันมีราคาขายปลีกเฉลี่ยอยู่ที่ 500 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้นกว่า 1.78 เท่า จากราคาเดิมก่อนเป็น GI ที่ 280 บาทต่อกิโลกรัม
กาแฟดอยสวนยาหลวงน่านเป็นกาแฟพันธุ์อราบิก้าจากแหล่งปลูกบนพื้นที่ดอยสวนยาหลวง อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน พื้นที่ต้นน้ำซึ่งสูงจากระดับน้ำทะเล 1,000-1,500 เมตร มีอากาศเย็นตลอดปี ดินอุดมสมบูรณ์เป็นแหล่งสะสมของแร่ธาตุ
ส่งผลให้ต้นกาแฟเจริญเติบโตได้ดี ประกอบกับมีกระบวนการบ่มและคั่วในระยะเวลาที่เหมาะสม ทำให้ได้เมล็ดกาแฟที่มีกลิ่นหอมคล้ายกลิ่นช็อกโกแลต กลิ่นถั่ว และกลิ่นผลไม้ ให้รสชาติเข้มกลมกล่อม และมีความเป็นสมุนไพรรสเผ็ดซ่า เป็นเอกลักษณ์ของกาแฟดอยสวนยาหลวงน่านที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร เป็นที่จดจำและชื่นชอบของผู้บริโภค
อันดับที่ 2 “กาแฟระนอง”
สร้างยอดขายกว่า 262 ล้านบาท จากปริมาณการผลิตกว่า 947 ตัน โดยปัจจุบันมีราคาขายปลีกเฉลี่ยอยู่ที่ 600 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้นกว่า 7.5 เท่า จากราคาเดิมก่อนเป็น GI ที่ 80 บาทต่อกิโลกรัม
กาแฟระนองเป็นกาแฟพันธุ์โรบัสต้าที่มีประวัติการนำเข้าพันธุ์จากปีนังเมื่อกว่าร้อยปีก่อน และได้รับการพัฒนาและจัดระบบการผลิตอย่างต่อเนื่องมากว่า 30 ปี ส่งผลให้จังหวัดระนอง เป็นแหล่งผลิตกาแฟโรบัสต้าที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน และเป็นอันดับ 2 ของประเทศ
ด้วยจุดเด่นของลักษณะดินที่อุดมสมบูรณ์และสภาพภูมิอากาศที่มีฝนตกชุกและความชื้นสูง จึงเอื้อต่อการเจริญเติบโตของต้นกาแฟ ทำให้ได้เมล็ดกาแฟที่มีรสชาติเข้มข้น นุ่มลึก มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว โดยกาแฟระนองได้รับการยอมรับทั้งในและต่างประเทศ พร้อมคว้ารางวัลระดับนานาชาติมากมาย สามารถยกระดับมูลค่าสินค้า สร้างรายได้และความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจชุมชนอย่างต่อเนื่อง
อันดับที่ 3 “กาแฟเขาทะลุ”
จากจังหวัดชุมพร สร้างยอดขายกว่า 234 ล้านบาท จากปริมาณการผลิตกว่า 390 ตัน โดยปัจจุบันมีราคาขายปลีกเฉลี่ยอยู่ที่ 450 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น 1.95 เท่า จากราคาเดิมก่อนเป็น GI ที่ 230 บาทต่อกิโลกรัม
กาแฟเขาทะลุเป็นกาแฟพันธุ์โรบัสต้า ปลูกในพื้นที่ตำบลเขาทะลุ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร ที่ระดับความสูงประมาณ 200-300 เมตรจากระดับน้ำทะเล ด้วยดินที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ธาตุริมเชิงเขาและอินทรียวัตถุจากธรรมชาติ
โดยเฉพาะมูลค้างคาวซึ่งเป็นปุ๋ยธรรมชาติสำคัญ ประกอบกับการคัดเลือกพันธุ์ การดูแลรักษา และการเก็บเกี่ยวอย่างพิถีพิถัน รวมถึงกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน ส่งผลให้กาแฟเขาทะลุมีรสชาติเข้ม หนักแน่น และมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว โดยมีผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดทั้งในรูปแบบกาแฟคั่ว กาแฟบด และกาแฟสำเร็จรูป เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคหลากหลายกลุ่ม
อันดับที่ 4 “กาแฟดอยช้าง” จากจังหวัดเชียงราย
สร้างยอดขายกว่า 160 ล้านบาท จากปริมาณการผลิต 75 ตัน โดยปัจจุบันมีราคาขายปลีกเฉลี่ยอยู่ที่ 1,600 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น 1.43 เท่า จากราคาเดิมก่อนเป็น GI ที่ 1,120 บาทต่อกิโลกรัม
กาแฟดอยช้างเป็นกาแฟพันธุ์อราบิก้า สายพันธุ์หลักคาทูรา คาติมอร์ และคาทุย ปลูกในพื้นที่หุบเขาดอยช้างที่ระดับความสูง 1,000-1,700 เมตรจากระดับน้ำทะเล ด้วยระบบการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และระบบควบคุมคุณภาพรอบด้าน จึงได้กาแฟสารและกาแฟคั่วบดที่มีคุณภาพสูง รสชาติกลมกล่อม มีความเปรี้ยวสดชื่นเบา ๆ แฝงความหวาน และมีกลิ่นหอมโดดเด่น ได้รับการยอมรับในมาตรฐานและเป็นที่นิยมในกลุ่มผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ กาแฟดอยช้างยังได้รับการขึ้นทะเบียน GI ในสหภาพยุโรปและญี่ปุ่นอีกด้วย
อันดับที่ 5 “กาแฟถ้ำสิงห์ชุมพร”
สร้างยอดขายกว่า 136 ล้านบาท จากปริมาณการผลิตกว่า 120 ตัน โดยปัจจุบันมีราคาขายปลีกเฉลี่ยอยู่ที่ 850 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น 1.7 เท่า จากราคาเดิมก่อนเป็น GI ที่ 500 บาทต่อกิโลกรัม
กาแฟถ้ำสิงห์ชุมพรเป็นกาแฟโรบัสต้าปลูกบนที่ราบเชิงเขาหินปูนในจังหวัดชุมพรที่ระดับความสูง 85-120 เมตรจากระดับน้ำทะเล เกษตรกรจะนำผลกาแฟสดมาผ่านกระบวนการบ่มและคัดเมล็ดด้วยกรรมวิธีเฉพาะตามมาตรฐานจนได้กาแฟสาร ก่อนนำไปแปรรูปเป็นกาแฟคั่วและกาแฟคั่วบดมีรสชาติเข้ม กลมกล่อม ไม่เปรี้ยว ไม่ฝาด และมีกลิ่นหอมของผลไม้คล้ายเชอรี่
จุดเด่นของกาแฟ GI ไทยอยู่ที่กลิ่นและรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น ซึ่งสะท้อนอัตลักษณ์ของแหล่งผลิตอย่างชัดเจน ทั้งสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ วิธีการปลูก ตลอดจนภูมิปัญญาในการผลิตของเกษตรกรที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน เมื่อผสานกับกระบวนการแปรรูปที่ได้มาตรฐาน จึงช่วยคงคุณภาพและเอกลักษณ์ของกาแฟ GI ไทยจากแหล่งผลิตต่าง ๆ และส่งต่อถึงผู้บริโภคได้อย่างครบถ้วน
ปัจจัยดังกล่าวไม่เพียงยกระดับกาแฟไทยจากสินค้าเกษตรทั่วไปสู่สินค้าพรีเมี่ยมที่ได้รับการยอมรับทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ แต่ยังช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนในหลายภูมิภาค นำไปสู่รายได้และการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและผู้ประกอบการในท้องถิ่นต่าง ๆ อย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ นางอรมน กล่าวว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญาจะเดินหน้ายกระดับกาแฟ GI ไทยอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรที่มีอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น ควบคู่กับการกระจายรายได้สู่ชุมชนในทุกภูมิภาคผ่านกระบวนการคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ การควบคุมคุณภาพสินค้า รวมถึงการขยายโอกาสทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของกาแฟไทยในเวทีโลก และสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้แก่เกษตรกร สนองต่อนโยบาย Quick Big Win ของกระทรวงพาณิชย์ต่อไป


