
คมนาคมพัฒนาท่าเรือสงขลา เปิด ต.ค. 69 ดันปริมาณสินค้าแตะ 4 ล้านตันต่อปี
ท่าเรือสงขลาเตรียมเปิดใช้งาน ต.ค. 69 เพิ่มศักยภาพส่งออกยางพาราตรงสู่จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ลดต้นทุนโลจิสติกส์ ดันตู้สินค้าแตะได้ 4.5 แสน TEU ต่อปี ภายใน 5-6 ปี
KEY
POINTS
- กระทรวงคมนาคมเดินหน้าโครงการพัฒนาท่าเรือสงขลา โดยมีกำหนดเปิดใช้งานในเดือนตุลาคม 2569
- ตั้งเป้าหมายเพิ่มปริมาณการขนส่งสินค้าจาก 2 ล้านตัน เป็น 4 ล้านตันต่อปี และตู้สินค้าเป็น 450,000 TEU ต่อปี
- การพัฒนาครอบคลุมการขุดลอกร่องน้ำและติดตั้งเครนใหม่ เพื่อดึงการส่งออกยางพารากลับจากท่าเรือปีนังและลดต้นทุนโลจิสติกส์
นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ติดตามโครงการพัฒนาและปรับปรุงท่าเรือสงขลา ซึ่งมีกำหนดเปิดใช้งานในเดือนตุลาคม 2569 ตั้งเป้าเพิ่มปริมาณสินค้าจากปีละ 2 ล้านตัน เป็น 4 ล้านตัน และเพิ่มตู้สินค้าจาก 150,000 TEU เป็น 450,000 TEU ต่อปี ภายใน 5-6 ปี
เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2569 นายสรรเพชญ พร้อมด้วยนายแวรุสลัน มะสาและ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายวีระยุทธ งามจิตร ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงาน ณ ท่าเรือน้ำลึกสงขลา จังหวัดสงขลา
นายสรรเพชญกล่าวว่า ท่าเรือสงขลาเป็นท่าเรือเศรษฐกิจที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ และเป็นช่องทางนำเข้าและส่งออกสินค้าระหว่างประเทศ โครงการดังกล่าวเป็นการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถรองรับเรือสินค้าขนาดใหญ่และตู้สินค้า รวมถึงแก้ปัญหาร่องน้ำตื้นเขิน
ในปีงบประมาณ 2570 กรมเจ้าท่าได้รับจัดสรรงบประมาณ 120 ล้านบาท สำหรับขุดลอกตะกอนดินสะสมประจำปีปริมาณ 1.3 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อให้เรือสินค้าสามารถเข้าและออกจากท่าเรือได้สะดวก ปลอดภัย และรวดเร็วยิ่งขึ้น
ที่ผ่านมา ท่าเรือสงขลามีข้อจำกัดด้านอุปกรณ์ยกขนตู้สินค้าและความลึกของร่องน้ำ ส่งผลให้ยางพาราประมาณ 2 ล้านตัน หรือคิดเป็น 70% ของผลผลิตต่อปีในภาคใต้ ถูกส่งออกผ่านท่าเรือปีนัง ประเทศมาเลเซีย ขณะที่การส่งออกยางพาราผ่านท่าเรือสงขลามีสัดส่วนเพียง 5% ของการส่งออกในพื้นที่ภาคใต้ เนื่องจากต้องส่งสินค้าผ่านท่าเรือสิงคโปร์ก่อนเดินทางไปยังประเทศปลายทาง
การปรับปรุงครั้งนี้ครอบคลุมการติดตั้งปั้นจั่นหน้าท่า หรือ Ship to Shore Crane จำนวน 2 ตัว ทำให้สามารถส่งออกยางพาราจากท่าเรือสงขลาไปยังจีน เกาหลี และญี่ปุ่นได้โดยตรง ช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ และดึงยางพาราที่ส่งออกผ่านท่าเรือปีนังอย่างน้อย 50% กลับมาใช้ท่าเรือสงขลา
ภาคเอกชนยังเสนอให้กระทรวงคมนาคมขอรับงบประมาณเพิ่มเติมในปี 2570 จำนวน 133 ล้านบาท สำหรับขุดลอกตะกอนสะสมในร่องน้ำเดิมอีก 1.4 ล้านลูกบาศก์เมตร เมื่อรวมกับงบประมาณเดิมจะมีวงเงินทั้งสิ้น 253 ล้านบาท รองรับการขุดลอกตะกอนรวม 2.7 ล้านลูกบาศก์เมตร
การดำเนินงานดังกล่าวมีเป้าหมายรักษาความลึกของร่องน้ำไม่น้อยกว่า -9 เมตร เมื่อวัดจากระดับน้ำลงต่ำที่สุดอย่างต่อเนื่องตลอดปี ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2566 เพื่อให้ท่าเรือสงขลาสามารถใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพ
นายสรรเพชญระบุว่า ได้มอบหมายให้กรมเจ้าท่าจัดทำคำขอรับจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมประมาณ 133 ล้านบาทตามขั้นตอน พร้อมย้ำว่าการพัฒนาท่าเรือสงขลาจะช่วยยกระดับพื้นที่ภาคใต้เป็นประตูการค้าอ่าวไทยตอนล่าง ลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออก ตลอดจนสร้างงานและรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่







