
เอกชน เห็นด้วย “ศุภจี” เร่งสรุป ART ดันสินค้าไทยเข้าลิสต์ยกเว้นภาษีสหรัฐฯ เพิ่ม
หอการค้าไทยหนุน “ศุภจี” เร่งสรุป ART ผลักดันสินค้าที่มี Local Content สูง เข้าสู่ Exemption List เสริมขีดความสามารถการแข่งขันประเทศ
หลังจากที่กระทรวงพาณิชย์ ได้ออกมาเปิดเผยถึงแผนรับมือภาษีสหรัฐ หลังไทยถูกกำหนดอัตราภาษีที่ 12.5% ว่าด้วยมาตรา 301 และไทยกำลังเตรียมเจรจาอีกรอบ โดยจะเร่งสรุป ART (Agreements on Reciprocal Trade) ซึ่งเป็นข้อตกลงที่สหรัฐฯ ต้องการให้ประเทศคู่ค้าลดอุปสรรคทางการค้า ทั้งมาตรการภาษีและที่ไม่ใช่ภาษี
และเตรียมยื่นเสนอสินค้าอีกหลายรายการเพื่อให้ไทยได้รับการยกเว้นมาตรการภาษีเพิ่ม หลังการเจรจาที่ผ่านมาไทยสามารถผลักดันให้สหรัฐฯ ขยายรายการสินค้าที่ได้รับการยกเว้นจาก 471 รายการ เป็น 2,120 รายการ ตามที่โพสต์ทูเดย์ได้เสนอไปก่อนหน้า
https://www.posttoday.com/business/746105
https://www.posttoday.com/business/746156
หอการค้าไทยหนุนแนวทางของ "ศุภจี"
ล่าสุด ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หอการค้าไทยสนับสนุนแนวทางการดำเนินงานของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และทีมไทยแลนด์ ในการเร่งสรุปความตกลง Agreements on Reciprocal Tariff (ART) ระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกาโดยเร็ว
เพราะการมีกรอบการค้าที่ชัดเจนจะช่วยลดความไม่แน่นอน (Uncertainty) ของภาคธุรกิจ ทำให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนการผลิต การลงทุน และการส่งออกได้อย่างมั่นใจมากขึ้น
รวมทั้งช่วยให้ภาพรวมอัตราภาษีสินค้าของไทยในตลาดสหรัฐฯ อยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันกับประเทศคู่แข่งได้
ดร.พจน์ กล่าวตอว่า ภาคเอกชนเห็นด้วยกับแนวทางของ นางศุภจี ที่ให้ความสำคัญกับการผลักดันสินค้าไทย ให้ได้รับการยกเว้นภาษี (Exemption List) เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่มี Local Content สูง ใช้วัตถุดิบภายในประเทศ และสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านกระบวนการผลิตของไทย เนื่องจากจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยในวงกว้าง
ในส่วนของสินค้าเกษตร อาหาร และอุตสาหกรรมเกษตร รวมถึงสินค้าประมงและอาหารสัตว์เลี้ยงซึ่งเป็นจุดแข็งของประเทศไทยและมีความเชื่อมโยงกับเกษตรกร ผู้ประกอบการ SMEs และอุตสาหกรรมแปรรูปจำนวนมากนั้น
หอการค้าไทยเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการผลักดันให้สินค้าในกลุ่มดังกล่าวได้รับการบรรจุอยู่ใน Exemption List ให้ได้มากที่สุด เพราะจะช่วยรักษาความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย พร้อมทั้งสร้างประโยชน์โดยตรงต่อเกษตรกร ผู้ประกอบการ และประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ
นอกจากนี้ การให้ความสำคัญกับสินค้าไทยที่มี Local Content สูง ยังเป็นการรักษามูลค่าเพิ่มไว้ในประเทศ สนับสนุนการจ้างงาน และเสริมความแข็งแกร่งให้ห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการปรับตัวของเศรษฐกิจโลกสู่ Regional Value Chain
“การเจรจาครั้งนี้ควรมุ่งสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับประเทศไทย โดยให้ความสำคัญกับสินค้าไทยที่สร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ และมีผลต่อเศรษฐกิจฐานรากในวงกว้าง
การเร่งสรุป ART ควบคู่กับการผลักดันสินค้าส่งออกรายการสำคัญของไทยที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงและยังเป็นรายการที่สหรัฐผลิตได้ไม่เพียงพอ เข้าสู่ Exemption List จะช่วยทั้งลดความไม่แน่นอน รักษาความสามารถในการแข่งขัน และทำให้ผลประโยชน์จากการเจรจากระจายไปสู่ประชาชนไทยอย่างเป็นรูปธรรม
ในขณะเดียวกัน ยังจะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคสหรัฐในการลดความเสี่ยงค่าครองชีพ“ ดร.พจน์ กล่าว







