posttoday
มาลาวีเดิมพันแบตเตอรี่ยักษ์ สู้ภัยแล้ง-หยุดวิกฤตไฟดับทั้งประเทศ

มาลาวีเดิมพันแบตเตอรี่ยักษ์ สู้ภัยแล้ง-หยุดวิกฤตไฟดับทั้งประเทศ

30 กรกฎาคม 2569

จากประเทศที่ไฟดับเป็นประจำ มาลาวีเปิดระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ขนาด 20 เมกะวัตต์แห่งแรก หวังลดผลกระทบภัยแล้ง เอลนีโญ และขยายการเข้าถึงไฟฟ้าให้ประชาชนกว่า 600,000 ครัวเรือน

KEY

POINTS

  • มาลาวีเผชิญวิกฤตไฟฟ้าดับรุนแรงทั่วประเทศ เนื่องจากระบบไฟฟ้าพึ่งพาพลังน้ำเป็นหลัก ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากภัยแล้งและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • เพื่อแก้ปัญหา มาลาวีได้ติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ขนาด 20 เมกะวัตต์เป็นแห่งแรก เพื่อเก็บพลังงานแสงอาทิตย์ไว้ใช้ในช่วงที่ความต้องการสูงหรือเมื่อการผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำลดลง
  • โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อลดระยะเวลาไฟดับลงกว่าครึ่ง สร้างเสถียรภาพให้ระบบไฟฟ้า และเป็นรากฐานในการขยายการเข้าถึงไฟฟ้าให้แก่ประชาชนอีกหลายแสนครัวเรือนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

มาลาวี ประเทศเล็กในแอฟริกาตอนใต้ที่เผชิญทั้งภัยแล้ง ไฟฟ้าดับ และการเข้าถึงพลังงานที่ยังต่ำที่สุดแห่งหนึ่งของโลก กำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญของระบบพลังงาน หลังเปิดใช้งานระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ระดับสาธารณูปโภค (Battery Energy Storage System: BESS) แห่งแรกของประเทศ ซึ่งมีขนาดกำลังไฟฟ้า 20 เมกะวัตต์ ณ กรุงลิลองเว เมืองหลวงของประเทศ

 

โครงการนี้ไม่ใช่เพียงการติดตั้งแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ แต่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการรับมือกับความผันผวนของพลังงานจากภัยแล้งและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งกำลังบั่นทอนศักยภาพการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำของประเทศอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังเป็นความหวังในการลดปัญหาไฟฟ้าดับที่เกิดขึ้นเป็นประจำ และขยายการเข้าถึงไฟฟ้าให้กับประชาชนอีกหลายแสนครัวเรือน

 

ประเทศที่พึ่งพาไฟฟ้าพลังน้ำเกือบทั้งระบบ

ระบบไฟฟ้าของมาลาวีพึ่งพาพลังน้ำเป็นหลัก โดยโรงไฟฟ้าพลังน้ำคิดเป็นประมาณสองในสามของกำลังผลิตทั้งหมดของประเทศ ขณะที่กำลังผลิตรวมของระบบไฟฟ้าอยู่ที่ราว 580 เมกะวัตต์ และพลังงานแสงอาทิตย์มีสัดส่วนเพียงประมาณ 100 เมกะวัตต์

 

โครงสร้างเช่นนี้ทำให้ประเทศมีความเปราะบางอย่างมากต่อการเปลี่ยนแปลงของปริมาณน้ำ โดยเฉพาะแม่น้ำไชร์ (Shire River) ซึ่งเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าหลักของประเทศ เมื่อระดับน้ำลดลง กำลังการผลิตไฟฟ้าก็ลดลงตาม ส่งผลให้ต้องใช้มาตรการตัดกระแสไฟฟ้าหมุนเวียนเป็นเวลาหลายชั่วโมงในแต่ละวัน

 

มาลาวีเดิมพันแบตเตอรี่ยักษ์ สู้ภัยแล้ง-หยุดวิกฤตไฟดับทั้งประเทศ

 

สถานการณ์ยิ่งรุนแรงขึ้นจากผลกระทบของภาวะเอลนีโญที่ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นและปริมาณน้ำในแม่น้ำลดลง รวมถึงความเสียหายจากไซโคลนเฟรดดี (Cyclone Freddy) เมื่อสามปีก่อน ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศ

 

สำหรับมาลาวี การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่ประเด็นในอนาคต แต่เป็นวิกฤตที่ส่งผลโดยตรงต่อความมั่นคงทางพลังงาน เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชนในปัจจุบัน

 

แบตเตอรี่ 20 เมกะวัตต์ที่ทำหน้าที่มากกว่า “เก็บไฟ”

ระบบ BESS ที่เปิดใช้งานครั้งนี้ได้รับการพัฒนาโดยการไฟฟ้ามาลาวี (Electricity Supply Corporation of Malawi: ESCOM) และได้รับการสนับสนุนเงินทุนจาก Global Energy Alliance for People and Planet

 

หัวใจสำคัญของระบบกักเก็บพลังงานคือความสามารถในการเก็บไฟฟ้าที่ผลิตได้ในช่วงที่มีแสงอาทิตย์หรือมีไฟฟ้าเหลือจากระบบ แล้วนำกลับมาจ่ายในช่วงเวลาที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง หรือเมื่อการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำลดลง

 

ในอดีตพลังงานแสงอาทิตย์ในมาลาวีมีข้อจำกัดสำคัญคือผลิตไฟได้เฉพาะเวลากลางวัน เมื่อพระอาทิตย์ตก ระบบไฟฟ้าต้องกลับไปพึ่งพาพลังน้ำเกือบทั้งหมด แต่เมื่อมีแบตเตอรี่ขนาดใหญ่เข้ามา ระบบสามารถ “ยืดเวลา” การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ออกไปได้อีกหลายชั่วโมง

 

ผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นคือการรักษาเสถียรภาพของโครงข่ายไฟฟ้า ลดความผันผวนของแรงดันไฟฟ้า และลดความจำเป็นในการตัดไฟหมุนเวียน

 

รัฐมนตรีพลังงานของมาลาวี ฌอง มาทังกา (Jean Mathanga) กล่าวว่า โครงการนี้มีความหมายมากกว่าการเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้า เพราะเป็นการสร้างไฟฟ้าที่มีคุณภาพและเชื่อถือได้สำหรับโรงพยาบาล โรงเรียน และภาคธุรกิจ ซึ่งล้วนเป็นรากฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม

 

ลดไฟดับจาก 4 ชั่วโมง เหลือน้อยกว่า 2 ชั่วโมง

หนึ่งในเป้าหมายที่เป็นรูปธรรมที่สุดของโครงการคือการลดระยะเวลาการตัดไฟเฉลี่ยจากประมาณ 4 ชั่วโมงต่อวัน ให้เหลือน้อยกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน

 

สำหรับประเทศที่ประชาชนจำนวนมากต้องดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพภายใต้ความไม่แน่นอนของระบบไฟฟ้า การลดไฟดับลงเพียงครึ่งเดียวอาจหมายถึงการเพิ่มรายได้ การลดต้นทุน และการยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ

 

ซิโนซี มาลิยาโน (Sinosi Maliyano) ผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการของ ESCOM ระบุว่า ระบบกักเก็บพลังงานชุดนี้จะช่วยให้สามารถเชื่อมต่อครัวเรือนใหม่เข้าสู่ระบบไฟฟ้าได้อีกประมาณ 600,000 ครัวเรือน ซึ่งเป็นก้าวสำคัญต่อเป้าหมายของรัฐบาลที่ต้องการเพิ่มการเข้าถึงไฟฟ้าจากปัจจุบันประมาณ 25% ของประชากร ให้เป็น 70% ภายในปี 2030

 

ในประเทศที่ประชาชนสามในสี่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ การเพิ่มการเข้าถึงพลังงานไม่ใช่เพียงเรื่องของความสะดวกสบาย แต่เกี่ยวข้องกับการศึกษา สุขภาพ การสร้างงาน และการพัฒนาทางเศรษฐกิจโดยตรง

 

เสียงจากผู้ประกอบการที่อยู่กับไฟดับทุกวัน

ผลกระทบของไฟฟ้าดับในมาลาวีสะท้อนชัดจากชีวิตของผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมาก

เอเดรียน มาโซอัมเบตา ช่างเชื่อมวัย 43 ปีในกรุงลิลองเว บอกกับ Reuters ว่า ธุรกิจของเขาได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการตัดไฟบ่อยครั้งจนไม่สามารถสร้างรายได้เพียงพอสำหรับส่งเสียบุตรเรียนต่อมหาวิทยาลัย

 

เขากล่าวว่า “เราหวังว่าพวกเขาจะจริงจังกับระบบแบตเตอรี่เหล่านี้”

คำพูดดังกล่าวสะท้อนความจริงที่ว่าปัญหาไฟฟ้าในมาลาวีไม่ได้เป็นเพียงประเด็นเชิงเทคนิค แต่เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของธุรกิจขนาดเล็ก การจ้างงาน และความสามารถในการหลุดพ้นจากความยากจนของประชาชนจำนวนมาก

 

จุดเริ่มต้นของเครือข่ายแบตเตอรี่ทั้งประเทศ

รัฐบาลมาลาวีไม่ได้มองโครงการนี้เป็นเพียงโครงการเดี่ยว แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเครือข่ายระบบกักเก็บพลังงานทั่วประเทศ แผนงานระยะต่อไประบุว่า จะมีการก่อสร้างระบบแบตเตอรี่เพิ่มเติมอีก 3 แห่ง รวมกำลังการผลิต 60 เมกะวัตต์ ในเมืองสำคัญอีกสองแห่งของประเทศ

 

หากดำเนินการได้ตามแผน มาลาวีจะมีระบบกักเก็บพลังงานรวมอย่างน้อย 80 เมกะวัตต์ ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนที่มีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกำลังผลิตไฟฟ้ารวมของประเทศที่ประมาณ 580 เมกะวัตต์

 

ในเชิงยุทธศาสตร์ นี่คือการเปลี่ยนโครงสร้างระบบไฟฟ้าจากระบบที่พึ่งพาแหล่งผลิตเดียว ไปสู่ระบบที่มีความยืดหยุ่นและสามารถบริหารความผันผวนของพลังงานหมุนเวียนได้ดีขึ้น

 

บทเรียนของแอฟริกาตอนใต้

สิ่งที่น่าสนใจคือ ระบบ BESS ของมาลาวีได้รับการประเมินว่าเป็นหนึ่งในระบบกักเก็บพลังงานระดับสาธารณูปโภคที่สำคัญที่สุดในแอฟริกาตอนใต้ นอกเหนือจากแอฟริกาใต้และนามิเบีย

 

นั่นหมายความว่าประเทศที่มีทรัพยากรจำกัดและอัตราการเข้าถึงไฟฟ้าต่ำ กลับสามารถก้าวเข้าสู่เทคโนโลยีที่หลายประเทศกำลังเร่งลงทุนเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

 

แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางของระบบพลังงานโลก ซึ่งแบตเตอรี่กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญไม่ต่างจากโรงไฟฟ้าและสายส่ง เนื่องจากช่วยให้พลังงานหมุนเวียนสามารถทำงานได้อย่างมีเสถียรภาพมากขึ้น

 

หลายประเทศที่มีสัดส่วนพลังงานแสงอาทิตย์และลมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ต่างเร่งลงทุนในระบบกักเก็บพลังงานเพื่อรองรับช่วงเวลาที่ไม่มีแสงแดดหรือไม่มีลม รวมถึงลดความเสี่ยงจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว

 

เรื่องราวของมาลาวีสะท้อนบทเรียนสำคัญสำหรับประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลกว่า ในยุคที่สภาพภูมิอากาศแปรปรวนรุนแรงขึ้น ความมั่นคงทางพลังงานไม่อาจพึ่งพาแหล่งผลิตไฟฟ้าเพียงประเภทเดียวได้อีกต่อไป

 

ภัยแล้งสามารถลดกำลังผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ พายุสามารถทำลายโครงสร้างพื้นฐาน และอุณหภูมิที่สูงขึ้นสามารถเพิ่มความต้องการใช้ไฟฟ้าในเวลาเดียวกัน

 

ระบบกักเก็บพลังงานจึงทำหน้าที่เสมือน “ประกันภัย” ของระบบไฟฟ้า ช่วยให้ประเทศสามารถเก็บพลังงานไว้ใช้ในยามจำเป็น ลดผลกระทบจากความผันผวนของธรรมชาติ และรักษาการจ่ายไฟฟ้าให้ต่อเนื่องมากขึ้น

 

สำหรับมาลาวี แบตเตอรี่ 20 เมกะวัตต์อาจยังไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของวิกฤตพลังงาน แต่เป็นสัญญาณชัดเจนว่าประเทศกำลังเริ่มเปลี่ยนจากการตั้งรับภัยแล้ง ไปสู่การสร้างระบบพลังงานที่มีความยืดหยุ่นและพร้อมรับความไม่แน่นอนของโลกยุคใหม่

 

และในวันที่หลายประเทศกำลังถกเถียงเรื่องการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด มาลาวีกำลังแสดงให้เห็นว่า สำหรับบางประเทศ การลงทุนในแบตเตอรี่ไม่ใช่เพียงทางเลือกด้านสิ่งแวดล้อม หากแต่เป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการมีไฟฟ้าใช้ การมีรายได้ และการมีอนาคตที่มั่นคงกว่าเดิม

 

 

ที่มา: Reuters, “Malawi installs first utility-scale battery to store solar power,” 27 July 2026.

 

ข่าวล่าสุด

เจาะมาตรการจีนสกัดทองกระดาษ YLG ชี้กระทบสั้น เหตุรายย่อยเทรดไม่ถึง 4.88%

เจาะมาตรการจีนสกัดทองกระดาษ YLG ชี้กระทบสั้น เหตุรายย่อยเทรดไม่ถึง 4.88%