posttoday
เจาะมาตรการจีนสกัดทองกระดาษ YLG ชี้กระทบสั้น เหตุรายย่อยเทรดไม่ถึง 4.88%

เจาะมาตรการจีนสกัดทองกระดาษ YLG ชี้กระทบสั้น เหตุรายย่อยเทรดไม่ถึง 4.88%

30 กรกฎาคม 2569

YLG ชี้จีนแบนทองกระดาษ กระทบระยะสั้น เหตุรายย่อยเทรดไม่ถึง 4.88% รัฐเน้นออมทองแท่งลดเสี่ยงการเงิน เชื่อระยะยาวเป็นขาขึ้นตามแรงซื้อธนาคารกลางทั่วโลก

KEY

POINTS

  • ธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ของจีนยุติการเป็นตัวแทนให้ลูกค้ารายย่อยซื้อขายทองคำกระดาษ (Paper Gold) เพื่อลดความเสี่ยงและส่งเสริมการถือครองทองคำแท่งจริง
  • YLG ประเมินว่ามาตรการดังกล่าวส่งผลกระทบต่อราคาทองคำโลกเพียงเล็กน้อยในระยะสั้นเท่านั้น เนื่องจากตลาดมีการปรับตัวมาระยะหนึ่งแล้ว
  • ระยะยาวความต้องการของธนาคารกลางทั่วโลกยังอยู่ในระดับสูง ประเมินแนวโน้มทองคำระยะสั้นยังอยู่ในรอบปรับฐาน แต่เมื่อพักจบ ระยะกลาง-ยาว ลุ้นกลับเข้าสู่ขาขึ้นได้อีกครั้ง 

เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ของจีนอย่างน้อย 7 แห่ง ยุติการทำหน้าที่ตัวแทนให้ลูกค้าบุคคลธรรมดา เข้าซื้อขายผลิตภัณฑ์โลหะมีค่าบน Shanghai Gold Exchange (SGE) ทั้ง Paper Gold ได้แก่ Spot ทองคำ และ Deferred ทองคำ ที่มี Leverage รวมไปถึงสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแร่เงินที่มีการส่งมอบทีหลัง และ Spot แพลทินัม ด้วยเช่นกัน 

 

ด้วยเหตุผลเชิงนโยบายที่รัฐบาลจีนต้องการลดความเสี่ยงจากระบบการเงิน (Systemic Risk) ป้องกันการเก็งกำไรเกินตัว (Speculation) และต้องการดึงสภาพคล่องกลับเข้าสู่ระบบทองคำแท่งจริง (Physical Assets) เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

 

ไทม์ไลน์และมาตรการบังคับใช้ 

 

เฟสที่ 1 (2563-2565) ห้ามเปิดบัญชีใหม่สำหรับลูกค้ารายย่อย

 

เฟสที่ 2 (ต้นปี 2569) ห้ามเปิดสถานะใหม่ (No New Position) ทั้ง Long/Short และปรับ Margin ขึ้นสูงถึง 140% เพื่อบีบให้ลูกค้ารายย่อยทยอยปิดสถานะ

 

เฟสที่ 3 (24 ก.ค.2569) บังคับปิดสถานะเดิมทั้งหมด หากนักลงทุนไม่ปิดสัญญาหรือปฏิเสธการแปลงเป็นทองคำแท่งจริง ธนาคารจะทำการ Forced Liquidation และคืนเป็นเงินสดเข้าบัญชีทันที

 

นางสาวฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน เเอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) มองว่า การดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวส่งผลให้นักลงทุนรายย่อยและนักเก็งกำไรในจีนจำต้องปิดสถานะของทองคำกระดาษในวันดังกล่าว จึงมีส่วนให้ราคาทองคำในตลาดโลกแกว่งตัวผันผวนเล็กน้อยในระยะสั้น

 

อย่างไรก็ดี นโยบายดังกล่าวอาจไม่ได้มีผลต่อตลาดมากอย่างที่คิด เนื่องจากปริมาณการซื้อขายผ่านตัวแทน คิดเป็นเพียง 4.88% ของทองคำบน SGE ตามข้อมูล Fact Sheet เดือนมิถุนายน

 

นอกจากนี้ ฐานลูกค้าอยู่ในภาวะชะลอการขยายธุรกิจใหม่เพื่อทยอยปิดสัญญางานเดิมมา 6 ปี บัญชีรายย่อยใหม่ที่เชื่อมกับ SGE ถูกหยุดเปิดตั้งแต่ปลายปี 2020 สิ่งที่เหลืออยู่คือ สถานะคงค้างที่ลดลงต่อเนื่อง

 

ขณะที่ตลาดมีเวลาซึมซับและปรับตัวก่อนถึงเส้นตายหนึ่งเดือนเต็ม หลังมีประกาศออกมาตั้งแต่วันที่ 24-30 มิ.ย. 

 

รวมไปถึงมีกรณีเทียบเคียง คือ การยุติผลิตภัณฑ์น้ำมันรายย่อยของธนาคารจีน หลังวิกฤตปี 2020 ไม่ได้ส่งผลต่อราคาน้ำมันโลกอย่างมีนัยสำคัญ ผลิตภัณฑ์เหล่านี้เป็นผลพลอยได้ของราคา ไม่ใช่ตัวขับเคลื่อนราคา

 

ยิ่งไปกว่านั้น จีนกลับผ่อนคลายเกณฑ์ของแผนสะสมทองคำระยะยาว บ่งชี้ว่าเป้าหมายเชิงนโยบายคือการเปลี่ยนพฤติกรรมรายย่อยจาก “เก็งกำไร” ไปสู่ “การออม” 

 

ดังนั้น เมื่อไม่มีทองคำกระดาษมาสร้างสภาพคล่องเทียม ความต้องการ (Demand) ทั้งหมดจะถูกบีบให้วิ่งเข้าหา “ทองคำจริง” ส่งผลให้ราคาในระยะยาวพุ่งทะยาน ตามกฎ Demand & Supply เมื่อ Supply มีจำกัดอย่างแท้จริง แต่ Demand ทั่วโลกยังสูง โดยเฉพาะความต้องการจากฝั่งธนาคารกลาง  มอว่าราคาทองคำในระยะยาวจึงจะยั่งยืนและสร้างนิวไฮอย่างมีเสถียรภาพ 

 

นอกจากนี้ ผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดในตลาดทองคำ เช่น ธนาคารกลางทั่วโลก ล่าสุดสภาทองคำโลก (WGC) ระบุข้อมูลย้อนหลัง 4 ปี ว่าธนาคารกลางทั่วโลกกว้านซื้อทองคำเก็บสะสมเฉลี่ยสูงถึง 1,000 ตันต่อปี ซึ่งพุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับทศวรรษก่อนหน้าที่เฉลี่ยอยู่แค่ 500 ตันต่อปี  

 

การเร่งสะสมทองคำอย่างดุเดือดนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และเศรษฐกิจโลกที่ค่อนข้างเปราะบาง  อีกทั้งธนาคารกลางส่วนใหญ่ถึง 89% เชื่อว่าปริมาณทุนสำรองทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นอีกใน 12 เดือนข้างหน้า ข้อมูลเหล่านี้สะท้อน Demand ที่แข็งแกร่ง ทำให้มองว่าระยะยาวทองคำจะยังไปต่อ

 

ขณะเดียวกัน ศุลกากรจีนรายงานตัวเลขการนำเข้าทองคำเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา จำนวนประมาณ 173 ตัน สูงสุดในรอบ 2 ปี และเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 ซึ่งแรงซื้อดังกล่าวมาจากปัจจัยหนุนช่วงราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวลง ทำให้นักลงทุนเข้าซื้อได้ในราคาต่ำ รวมถึงช่วงดังกล่าวค่าเงินหยวนแข็งค่าขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าลดลงและสะท้อนความต้องการทองคำที่ยังแข็งแกร่ง

 

สำหรับแนวโน้มราคาทองคำในระยะสั้น วายแอลจีประเมินยังอยู่ในรอบของการปรับฐาน โดยมีแนวรับที่น่าสนใจอยู่ที่ 3,960 และ 3,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ตามลำดับ และเมื่อปรับฐานเสร็จสิ้นแล้ว ในระยะกลางลุ้นกลับเข้าสู่รอบขาขึ้นอีกครั้ง ลุ้นดีดทดสอบแนวต้าน 4,400 และ 4,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ตามลำดับ ส่วนระยะยาวมองว่ายังสามารถไปต่อได้อีก 16 ปี จนกว่าจะครบรอบในเชิง Elliott Wave Supercycle

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล