posttoday
"ศุภจี" ไขทุกปมภาษีสหรัฐฯ มาตรา 301 เร่งปิดดีล ART แต่ไม่ข้าม "เส้นแดง"

"ศุภจี" ไขทุกปมภาษีสหรัฐฯ มาตรา 301 เร่งปิดดีล ART แต่ไม่ข้าม "เส้นแดง"

28 กรกฎาคม 2569

"ศุภจี" กางแผนรับมือภาษีสหรัฐฯ ผลักดันกฏหมายแรงงานระหว่างประเทศ เข้าครม. เพิ่มรายการสินค้ายกเว้นภาษี อีกหลายรายการจาก 2,120 รายการ

KEY

POINTS

  • "ศุภจี" ย้อนไทม์ไลน์ สหรัฐไต่สวนไทย เก็บภาษี 12.5% ปมมาตรา 301 “แรงงานบังคับ-กำลังผลิตส่วนเกิน” 
  • กางแผนรับมือ ผลักดันกฏหมายแรงงานระหว่างประเทศ เข้า ครม. เพิ่มรายการสินค้า ยกเว้นภาษี อีกหลายรายการจาก 2,120 รายการ
  • เร่งปิดจ็อบ ART ย้ำไทยมี "เส้นแดง" เจรจา เน้นรักษาผลประโยชน์ชาติ 

 

หลังจากสหรัฐฯ เดินหน้าใช้มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าปี ค.ศ.1974 ตรวจสอบนโยบายการค้าของประเทศคู่ค้าหลายแห่ง รวมถึงไทย 2 ประเด็น คือ “การใช้แรงงานบังคับ และกำลังการผลิตส่วนเกิน”

 

พร้อมประกาศ มาตรการภาษีใหม่กับประเทศที่ยังขาดมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับโดยไทยถูกกำหนดอัตราภาษีไว้ที่ 12.5% สูงกว่าบางประเทศที่ถูกเรียกเก็บในอัตรา 10%

 

ซึ่งแม้ตัวเลขภาษีจะดูแตกต่างกันเพียง 2.5% แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นมีมากกว่าต้นทุนการส่งออก และทีมไทยแลนด์เองก็ได้ชี้แจงประเด็นนี้ต่อสหรัฐไปแล้วว่าไม่มีการใช้แรงงานบังคับภายในประเทศ แต่การนำเข้าสินค้าจากประเทศที่มีการใช้แรงงาน ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องเร่งตรวจสอบและแก้ไขต่อไป 

 

ย้อนรอยภาษีสหรัฐฯ จาก IEEPA สู่มาตรา 301 

 

นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เปิดเผยทุกประเด็นกับสื่อในเครือเนชั่น ว่า จุดเริ่มต้นของมาตรการภาษีสหรัฐฯ เกิดขึ้นเมื่อประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่ง โดยสหรัฐฯ เห็นว่าประเทศกำลังเผชิญปัญหาขาดดุลการค้ากับหลายประเทศทั่วโลก และไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่สหรัฐฯ ขาดดุลการค้าสูง ติดอันดับ 11

 

ในระยะแรก สหรัฐฯ ใช้อำนาจตามกฎหมาย IEEPA กำหนดอัตราภาษีนำเข้าแตกต่างกันในแต่ละประเทศ โดยไทยถูกกำหนดอัตราภาษีสูงถึง 36%

 

ต่อมา รัฐบาลไทยในขณะนั้นได้เปิดการเจรจากับสหรัฐฯ โดยเสนอเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ เช่น สินค้าเกษตร พลังงาน และเครื่องบิน เพื่อลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ กับไทย ทำให้ในช่วงแรกการหารือมุ่งเน้นเฉพาะประเด็นการค้าสินค้าเป็นหลัก

 

อย่างไรก็ตาม ไทยยังไม่ได้เข้าสู่การเจรจา ART (Agreements on Reciprocal Trade) ซึ่งเป็นข้อตกลงที่สหรัฐฯ ต้องการให้ประเทศคู่ค้าลดอุปสรรคทางการค้า ทั้งมาตรการภาษีและที่ไม่ใช่ภาษี รวมถึงเปิดกว้างด้านการลงทุนของสหรัฐฯ 

 

โดยมีรายละเอียดครอบคลุมหลายมิติและมีความซับซ้อนใกล้เคียงกับความตกลงการค้าเสรี (FTA)

 

ต่อมาในเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ ปรับลดอัตราภาษีของไทยลงเหลือ 19% แต่กำหนดเงื่อนไขสำคัญว่า ไทยจะต้องเจรจาและสรุปข้อตกลง ART ให้แล้วเสร็จ หากไม่สามารถดำเนินการได้ อัตราภาษีอาจกลับไปอยู่ที่ 36% อีกครั้ง 

 

อย่างไรก็ดี ในช่วงเวลาดังกล่าวไทยอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ทำให้การเจรจา ART ต้องส่งต่อมายังรัฐบาลชุดปัจจุบัน ซึ่งได้ยืนยันกับสหรัฐฯ ว่าพร้อมเดินหน้าเจรจาเพื่อหาข้อยุติร่วมกัน

 

ขณะเดียวกัน สถานการณ์ก็เปลี่ยนอีกครั้ง เมื่อศาลสูงสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยว่าการใช้กฎหมาย IEEPA เพื่อเรียกเก็บภาษีในลักษณะดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่งผลให้สหรัฐฯ ต้องยกเลิกการใช้กลไกเดิม และหันมาใช้มาตรการชั่วคราวภายใต้มาตรา 122 แทน

 

โดยกำหนดอัตราภาษี 10% เท่ากันทุกประเทศ แต่เป็นมาตรการที่ใช้ได้เพียง 150 วัน ก่อนจะสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569

 

หลังมาตรา 122 หมดอายุ สหรัฐฯ จึงเปลี่ยนมาใช้ มาตรา 301 ซึ่งมีขั้นตอนแตกต่างจาก IEEPA เพราะต้องผ่านกระบวนการไต่สวนและรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งผู้ประกอบการ ภาคธุรกิจของสหรัฐฯ และประเทศคู่ค้าที่ถูกตรวจสอบ ก่อนที่ สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) จะสรุปผลเสนอให้ประธานาธิบดีและสภาคองเกรสพิจารณา

 

สำหรับการไต่สวนภายใต้มาตรา 301 ครั้งนี้ สหรัฐฯ พิจารณาเป็นรายประเทศ โดยมุ่งตรวจสอบ 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ การป้องกันการนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับ และปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน ซึ่งกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ส่งผลต่ออัตราภาษีของแต่ละประเทศ รวมถึงไทยในปัจจุบัน

 

อัตราภาษีที่ไทยได้รับในปัจจุบัน

 

นางศุภจี กล่าวต่อว่า ปัจจุบันไทยถูกสหรัฐฯ จัดเก็บภาษีในอัตรา 12.5% บวกกับภาษีปกติ (MFN) ซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ราว 5% ทำให้อัตราภาษีรวมที่ผู้ส่งออกไทยต้องเผชิญอยู่ที่ประมาณ 17.5%

 

สาเหตุที่ไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่เสียภาษี 12.5% ในขณะที่เพื่อนบ้านอย่าง มาเลเซีย อินโดนีเซีย และกัมพูชา ถูกเก็บ 10% เป็นเพราะไทยยังไม่มีกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับจากต่างประเทศ และยังไม่ได้ลงนามใน ข้อตกลง ART กับสหรัฐฯ

 

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในรายละเอียดจะพบว่า มี 14 ประเทศ ที่ถูกจัดเก็บภาษี 10% และก็มีหลายประเทศที่ยังไม่มีกฎหมายด้านแรงงานระหว่างประเทศในลักษณะเดียวกับไทย แต่สามารถได้รับอัตราภาษีที่ต่ำกว่า เพราะได้ลงนามข้อตกลง ART กับสหรัฐฯ แล้ว

 

"จึงอาจสะท้อนได้ว่า นอกจากประเด็นกฎหมายแรงงานแล้ว สหรัฐฯ ยังให้ความสำคัญกับความคืบหน้าในการทำข้อตกลง ART ด้วย และกำลังส่งสัญญาณมายังไทยว่า การเร่งสรุปข้อตกลงดังกล่าวอาจเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการพิจารณาอัตราภาษีในอนาคต" นางศุภจี กล่าว

 

แล้ว ART คืออะไร สำคัญอย่างไร? 

 

ART (Agreements on Reciprocal Trade) คือ กรอบความตกลงทางการค้าที่สหรัฐฯ ใช้เจรจากับประเทศคู่ค้า เพื่อผลักดันให้ลดอุปสรรคทางการค้า

 

ทั้งมาตรการด้านภาษีและที่ไม่ใช่ภาษี รวมถึงเปิดโอกาสให้สินค้า บริการ และการลงทุนของสหรัฐฯ เข้าถึงตลาดได้มากขึ้น โดยมีเป้าหมายสำคัญในการลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ กับประเทศคู่ค้า

 

ในทางปฏิบัติ ART ถือเป็นเครื่องมือที่สหรัฐฯ ใช้แลกเปลี่ยนผลประโยชน์ทางการค้า โดยประเทศที่ยอมทำข้อตกลงจะได้รับสิทธิประโยชน์หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น

 

  • อัตราภาษีที่ได้เปรียบกว่า ประเทศที่ยังไม่ได้ตกลง ART 
  • ได้รับการยกเว้นภาษีสินค้าหลายรายการ เมื่อการเจรจาบรรลุผล สหรัฐฯ อาจขยายรายการสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษี ครอบคลุมตั้งแต่สินค้าเกษตร อาหาร ไปจนถึงสินค้าอุตสาหกรรมและอิเล็กทรอนิกส์หลายพันรายการ
  • ลดความเสี่ยงจากการถูกปรับขึ้นภาษี เพราะหากไม่สามารถบรรลุข้อตกลง ART สหรัฐฯ อาจกลับมาใช้อัตราภาษีที่สูงกว่าเดิม ดังที่เคยกำหนดเงื่อนไขไว้ว่า หากการเจรจาไม่สำเร็จ อัตราภาษีที่เคยผ่อนปรนจาก 36% เหลือ 19% อาจถูกปรับกลับไปอยู่ที่ 36%
  • ยกระดับมาตรฐานการค้า เนื่องจาก ART มีเนื้อหาครอบคลุมหลายมิติและมีความซับซ้อนใกล้เคียงกับความตกลงการค้าเสรี (FTA) ทั้งด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IP) มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) การค้าดิจิทัล รวมถึงมาตรฐานด้านการลงทุนและกฎระเบียบทางการค้าอื่น ๆ

 

ด้วยเหตุนี้ ART จึงไม่ได้เป็นเพียงการเจรจาเรื่องการลดภาษีเท่านั้น แต่เป็นความตกลงที่กำหนดกติกาทางการค้าในหลายด้าน ซึ่งจะส่งผลต่อทั้งผู้ประกอบการ นักลงทุน และทิศทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

 

เจาะลึก 2 ข้อกล่าวหา จากมาตรา 301 

 

1.การไม่กำหนดและบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานภาคบังคับ

 

ทีมไทยแลนด์ได้แจ้งสหรัฐว่าเรากำลังร่างกฎหมายดังกล่าวอยู่และมีแผนที่เสนอต่อรัฐสภาในปีหน้าโดยได้อธิบายเนื้อความในกฎหมายให้ทางสหรัฐรับทราบแล้ว 

 

2.การมีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้างสหรัฐแจ้งว่าประเทศไทยใช้กำลังการผลิตไม่ถึง 60% 

 

โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ ยางและผลิตผลิตภัณฑ์จากยาง และเครื่องจักรอุปกรณ์ เนื่องจากภาครัฐมีการให้การอุดหนุนการลงทุนของภาคเอกชน จนมีการลงทุนมากเกินความต้องการ 

 

“ไทยชี้แจ้งว่าข้อมูลที่สหรัฐฯ ใช้อ้างอิงเป็นเพียง Sampling Data แค่ 14% ของโรงงานทั้งหมด ข้อมูลจริงที่ไทยนำไปเสนอคือ ไทยมีกำลังการผลิตสูงถึง 75-90% ไม่ใช่ต่ำกว่า 60% ตามที่ถูกกล่าวหา และรัฐบาลไม่ได้ให้การอุดหนุนการลงทุนของภาคเอกชนเป็นจำนวนมากอย่างที่สหรัฐกล่าวหา”

 

สินค้า 2,120 รายการรับยกเว้นภาษี-กำลังเจรจาขอเพิ่มสินค้า 

 

นางศุภจี กล่าวอีกว่า หลังจากทีมไทยแลนด์ได้เจรจา และชี้แจงสหรัฐฯ ปัจจุบันไทยมีรายการสินค้าที่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษี จำนวน 2,120 รายการ คิดเป็นมูลค่ากว่า 56,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 61.58% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด 

 

สินค้าหลักที่ได้รับยกเว้น ได้แก่ กลุ่มสินค้าเกษตร อาหาร อิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรม วัตถุดิบอากาศยาน และการแพทย์ หากรวมมาตรการมาตรา 232 (ความมั่นคงแห่งชาติ) เข้าไปด้วย จะพบว่ามีสินค้าไทยเพียง 28% เท่านั้นที่ยังไม่ได้รับการยกเว้นภาษี 

 

ซึ่งตอนนี้ ทางกระทรวงพาณิชย์กำลังเร่งขอเพิ่มรายการสินค้ากลุ่มเกษตรและอาหารทะเลอีกราว ๆ 78 พิกัด เพื่อลดผลกระทบให้ได้มากที่สุด เช่น

 

สินค้าหัตถกรรม (เครื่องประดับเงินและทอง) อาหารสุนัขและแมวบรรจุขายปลีก ข้าวสารสีแล้วบางส่วนหรือทั้งหมด ถุงมือยางทางการแพทย์ ปลาทูน่าและปลาโอแปรรูป กุ้งที่ไม่บรรจุสุญญากาศ กุ้งปรุงสุกหรือแช่แข็งอื่น ๆ ซอสและเครื่องปรุงรสอื่น ๆ เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์อื่น ๆ แป้งมันสำปะหลังแปรรูป ขนมหวานและลูกอมที่ไม่มีโกโก้ ปลาแซลมอนปรุงสำเร็จกรือบรรจุกระป๋อง พลาสต้าดิบที่ไม่มีไข่ เป็นต้น

 

วาง 4 ยุทธศาสตร์สู้ภาษีสหรัฐฯ ย้ำ "เส้นแดง" เจรจา ART ไม่แลกผลประโยชน์ชาติ

 

นางศุภจี เปิดเผยว่า ทีมไทยแลนด์ได้วาง 4 แนวทางหลัก เพื่อรับมือมาตรการภาษีของสหรัฐฯ พร้อมเดินหน้าเจรจาข้อตกลง ART โดยมีเป้าหมายลดผลกระทบต่อผู้ส่งออกไทย และรักษาผลประโยชน์ของประเทศในระยะยาว

 

1.เร่งผลักดันกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานภาคบังคับ (HRDD) 

 

“แม้ไทยจะยืนยันว่าไม่มีการใช้แรงงานบังคับในประเทศ และมีกฎหมายคุ้มครองแรงงานอยู่แล้ว แต่สิ่งที่สหรัฐฯ ยังให้ความสำคัญคือ ไทยยังไม่มีกฎหมายที่ห้ามการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ ดังนั้นเราต้องเร่งผลักดันกฏหมายแรงงานระหว่างประเทศ

 

โดยได้นำ พรบ.เรื่องนี้เข้าครม.ไปเรียบร้อยแล้ว โดยมีกระทรวงยุติธรรมเป็นหน่วยงานหลัก และกระทรวงแรงงานทำหน้าที่เลขานุการ พร้อมตั้งคณะกรรมการ 2 ชุด เพื่อเร่งจัดทำรายละเอียดและผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาเมื่อเปิดสมัยประชุม”

 

2. เดินหน้าเจรจา ART ย้ำมี "เส้นแดง" ไม่แลกผลประโยชน์ชาติ

 

อีกภารกิจสำคัญ คือ การเร่งสรุปข้อตกลง ART กับสหรัฐฯ โดยรัฐบาลยืนยันว่าจะไม่เร่งลงนามเพียงเพื่อให้การเจรจาจบลง แต่จะยึดผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก

 

นางศุภจี เผยว่า ทาง USTR มีความตั้งใจอยากให้เราทำเหมือนกันกับมาเลเซีย อินโดนีเซีย กัมพูชา แต่ว่าเรายังไม่ยอม เพราะมันยังมีเรื่องอ่อนไหว เรามองว่ามันมีบางเรื่องที่อาจส่งผลกระทบต่อประเทศในระยะยาว เราถึงไม่ยอม คือ 

 

ไทยมีหลักยืน ที่เรากำหนด "Red Line" หรือ เส้นแดงไว้ ซึ่งมีบางประเด็นที่ไม่สามารถยอมแลกได้  เรามองว่าเราไม่เหมือนกับอินโดนีเซีย มาเลเซีย กัมพูชา 

 

"ทุกประเทศมีเงื่อนไขและจุดแข็งไม่เหมือนกัน ไทยเองก็มีคุณค่าและความสำคัญต่อสหรัฐฯ ในหลายมิติ เราจึงต้องเจรจาบนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกัน ไม่ใช่ยอมรับทุกเงื่อนไขเพียงเพื่อให้การเจรจาจบลง"

 

3. ใช้การลงทุนของเอกชนไทยในสหรัฐฯ เพิ่มอำนาจต่อรอง

 

รัฐบาลยังใช้ความร่วมมือจากภาคเอกชนเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเจรจา โดยไม่ได้อาศัยเพียงกระทรวงพาณิชย์ แต่ทำงานร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย เพื่อสนับสนุนข้อมูลและสร้างอำนาจต่อรอง

 

ปัจจุบัน ภาคธุรกิจไทยมีการลงทุนในสหรัฐฯ แล้วกว่า 19.3 พันล้านดอลาร์สหรัฐ และมีแผนลงทุนอีก 5.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สรุปราว ๆ 25 พันลาร์ดอลลาร์สหรัฐ ช่วยสร้างการจ้างงานและมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจอเมริกา ซึ่งถือเป็นอีกปัจจัยที่ไทยใช้สะท้อนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

 

4. เพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ จากรัฐบาลก่อนทำไว้ ลดปัญหาเกินดุลการค้า

 

อีกแนวทาง คือ การเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ โดยมุ่งเน้นสินค้าที่ไทยยังผลิตไม่ได้ หรือผลิตได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ เพื่อลดการเกินดุลการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ตามกรอบแถลงการณ์ร่วมของทั้งสองประเทศ

 

โดยสรุป ทีมไทยแลนด์ยืนยันว่า เป้าหมายของการเจรจา ART ไม่ใช่เพียงการปิดดีลให้เร็วที่สุด แต่ต้องเป็นข้อตกลงที่รักษาผลประโยชน์ของประเทศ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก

ข่าวล่าสุด

"ศุภจี" ไขทุกปมภาษีสหรัฐฯ มาตรา 301 เร่งปิดดีล ART แต่ไม่ข้าม "เส้นแดง"

"ศุภจี" ไขทุกปมภาษีสหรัฐฯ มาตรา 301 เร่งปิดดีล ART แต่ไม่ข้าม "เส้นแดง"