
'ศุภจี' เผย FTA ไทย-EU คืบหน้า 2 ใน 3 ตั้งเป้า เร่ง ปิดดีลรอบ 10 ก.ย. นี้
'นางศุภจี สุธรรมพันธุ์' เผย ผล เจรจา FTA ไทย-EU รอบ 9 คืบหน้า 2 ใน 3 พร้อมจับมือ EU จัดทำแผนงาน เพื่อตั้งเป้าปิดดีล รอบ 10 ก.ย. นี้ มุ่งคุ้มครองประโยชน์ เศรษฐกิจไทย
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ (รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยกับสื่อในเครือเนชั่นทีวี กรณีความคืบหน้าในการนำทีมไทยแลนด์เดินทางไปเจรจา FTA ไทย-EU รอบที่ 9 ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม โดยมีความคืบหน้าดังนี้
ความก้าวหน้าหลังจบเจรจารอบที่ 9 ประกอบด้วย 4 บทสำคัญ ได้แก่
1. การแข่งขันและการอุดหนุน
2. รัฐวิสาหกิจ
3. การระงับข้อพิพาท
4. การบริหารจัดการความตกลง
(รวมถึงภาคผนวกเกี่ยวกับอากรส่งออก, การผูกขาดนำเข้า/ส่งออก, ยานยนต์ และความช่วยเหลือด้านศุลกากร)
ภาพรวมสำเร็จแล้ว 2 ใน 3 สามารถตกลงรายละเอียดร่วมกันได้แล้วบางส่วน
เบื้องหลังกลยุทธ์ “การเจรจาระดับสูง” (Political Will) ปลดล็อกระดับนโยบาย
นางศุภจีเข้าพบ กรรมาธิการยุโรปด้านการค้าและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และกรรมาธิการด้านการเกษตรและอาหารของ EU
ผลลัพธ์ : ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันในการ"เร่งสปีด"และจัดทำ Work Plan เพื่อตั้งเป้าหมายสรุปผลการเจรจาให้จบภายใน รอบที่ 10
ประเด็นสำคัญที่ต้องเจรจาต่อในรอบที่ 10 (ก.ย. 2569)
ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในการเจรจารอบที่ 10 โดยยังเหลือประเด็นละเอียดอ่อนอีก 1 ใน 3 (6 คลัสเตอร์หลัก) ที่ฝ่ายไทยต้องตั้งรับและรักษาผลประโยชน์อย่างรัดกุม
คลัสเตอร์การเจรจา : รายละเอียดและจุดเน้น
1.สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม : การเปิดตลาดและอัตราภาษีนำเข้า-ส่งออก
2.การบริการและการลงทุน : เงื่อนไขการเข้ามาลงทุนและการเปิดเสรีภาคบริการ
3.การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ : สิทธิและเงื่อนไขของบริษัทต่างชาติต่องานภาครัฐ |
4.ทรัพย์สินทางปัญญา: ข้อตกลงด้านลิขสิทธิ์ ยา และพืชสัตว์
5.การค้าดิจิทัล พลังงาน และวัตถุดิบ: กติกาการค้าสมัยใหม่และการจัดการทรัพยากร
สรุปจุดยืนกระทรวงพาณิชย์
กระทรวงพาณิชย์ เน้นการสร้างสมดุลระหว่าง "ความเร็วในการปิดดีล" กับ "คุณภาพข้อตกลง" เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของเกษตรกร ผู้ประกอบการ SME และโครงสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศ
FTA คืออะไร
FTA (Free Trade Agreement) หรือ ความตกลงการค้าเสรี คือ "สัญญาเจรจาทลายกำแพงทางการค้า" ระหว่างประเทศตั้งแต่ 2 ประเทศขึ้นไป เพื่อให้การขายของข้ามแดนทำได้สะดวก รวดเร็ว และมีต้นทุนที่ถูกลง
โดยหลักการแล้ว การทำ FTA ไม่ได้มีแค่เรื่อง "การลดภาษีนำเข้า-ส่งออกเป็น 0%" เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการปรับปรุงกฎกติการะหว่างประเทศอีกหลายมิติ
ทำไม FTA ไทย-EU ถึงเป็น "เรื่องใหญ่" สำหรับเศรษฐกิจไทย?
FTA หรือ ความตกลงการค้าเสรี คือ "สัญญาเจรจาทลายกำแพงทางการค้า" ระหว่างประเทศ เพื่อให้การขายของข้ามแดนทำได้สะดวกขึ้น มีต้นทุนถูกลง โดยไม่ไม่ได้มีแค่เรื่องการลดภาษีนำเข้า-ส่งออกเป็น 0% เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการปรับปรุงกฎกติการะหว่างประเทศอีกหลายมิติ
เหตุผลสำคัญที่ไทยต้องเร่งทำ FTA กับ EU มีดังนี้
1.การแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน
เวียดนามมี FTA กับ EU แล้ว (EVFTA) ทำให้ส่งออกไปยุโรปด้วยภาษี 0% หรือต่ำมาก สินค้าไทยจึงเสียเปรียบด้านราคาอย่างหนัก การทำ FTA จึงเป็นการดึงศักยภาพการแข่งขันกลับคืนมา
2.เข้าถึงตลาดกำลังซื้อสูง
สหภาพยุโรปมี 27 ประเทศ ประชากรรวมกันกว่า 450 ล้านคน และเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงอันดับต้นๆ ของโลก
3.ดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติ (FDI)
นักลงทุนต่างชาติจะเลือกตั้งฐานการผลิตในประเทศที่มี FTA ครอบคลุม เพราะผลิตเสร็จแล้วส่งออกไปขายต่อได้โดยไม่โดนภาษีซ้ำซ้อน
สิ่งที่ไทย "ได้" vs สิ่งที่ไทย "ต้องแลก"
การทำ FTA เหมือนการลดเกราะป้องกันเพื่อเปลี่ยนเป็นความคล่องตัว จึงมีทั้งโอกาสและจุดที่ต้องเตรียมรับมือ
สิ่งที่จะได้รับ (ประโยชน์)
- ภาคการส่งออก:สินค้าหลักของไทย เช่น อาหารแปรรูป, ยางพารา, อิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนยานยนต์ จะส่งออกไป EU ได้โดยเสียภาษี 0%
- ผู้บริโภคในประเทศ: ได้ซื้อสินค้าคุณภาพสูงจากยุโรป เช่น เครื่องจักร, ยา, ไวน์, ชีส และรถยนต์ ในราคาที่ถูกลง
-การยกระดับมาตรฐาน:ได้ปรับตัวเข้าสู่มาตรฐานการค้าระดับสากล ทั้งด้านสินค้าเขียว (Green Standard) และการค้าดิจิทัล
สิ่งที่ต้องแลก / ความท้าทายที่ต้องรับมือ
- การแข่งขันภายในประเทศ: สินค้าจาก EU จะเข้ามาขายในไทยด้วยภาษี 0% เช่นกัน ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวรับศึกหนัก
- ทรัพย์สินทางปัญญา: ข้อกำหนดการขยายเวลาสิทธิบัตรยา อาจส่งผลกระทบให้ราคายาต้นแบบแพงขึ้น
- คุ้มครองพันธุ์พืช (UPOV 91):อาจกระทบต่อสิทธิของเกษตรกรไทยในการเก็บเมล็ดพันธุ์พืชไว้ปลูกต่อในฤดูกาลถัดไป
- การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ: ต้องเปิดโอกาสให้บริษัทจาก EU เข้ามาประมูลงานโครงการของรัฐบาลไทยได้อย่างเท่าเทียมกับบริษัทไทย
ผลกระทบต่อประชาชนและผู้ประกอบการ
- สำหรับประชาชนทั่วไป:*ได้ใช้สินค้านำเข้าจากยุโรปในราคาถูกลง และเศรษฐกิจที่เติบโตจากการส่งออกจะช่วยสร้างงานและสร้างรายได้ในประเทศ
-สำหรับผู้ประกอบการ / SME: เปิดโอกาสขยายตลาดไปยัง 27 ประเทศยุโรปได้ง่ายขึ้น แต่ต้องเร่งปรับตัวเรื่อง "มาตรฐานสิ่งแวดล้อม (ESG)" เช่น การลดคาร์บอน เพราะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ EU ใช้ในการเลือกซื้อสินค้า
" การเจรจา FTA จึงไม่ใช่แค่เรื่อง "การลดภาษี" แต่เป็นการ ยกเครื่องโครงสร้างเศรษฐกิจและกฎหมายของประเทศ"ทำให้ฝ่ายไทยต้องเจรจาอย่างรอบคอบ เพื่อให้ได้ความเร็วควบคู่กับประโยชน์สูงสุดที่ประเทศรับได้"







