posttoday
สสว.เตรียมปรับนิยาม SME ใหม่ หวังช่วยตรงจุด ชี้หนี้สินลดลง

สสว.เตรียมปรับนิยาม SME ใหม่ หวังช่วยตรงจุด ชี้หนี้สินลดลง

30 กรกฎาคม 2569

สสว.เดินหน้าแผนส่งเสริม SME ฉบับที่ 6 ปี 71-75 รับมือกับเกณฑ์การค้าโลก พร้อมปรับคำนิยาม SME ใหม่ หลังใช้มา 6 ปี ให้สอดคล้องกับโครงสร้างจริง หวังช่วยเหลือตรงจุด

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) รายงานสถานการณ์วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ประจำเดือนมิ.ย. 2569 พบดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ SME (SMESI) ปรับตัวดีขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน ขณะที่สถานการณ์หนี้สินไตรมาส 2 เริ่มส่งสัญญาณผ่อนคลาย 

 

นางปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการ สสว. รักษาการแทน ผอ.สสว. กล่าวถึงรายงานสถานการณ์ด้านหนี้สินของ SME ไตรมาสที่ 2 ปี 2569 ว่า ภาพรวมเริ่มมีสัญญาณเชิงบวกและผ่อนคลายลงอย่างชัดเจน โดยผลการสำรวจพบว่าสัดส่วน SME ที่มีภาระหนี้สินลดลงจากร้อยละ 71 ในไตรมาสก่อน เหลือร้อยละ 69.1 ในไตรมาสนี้ 

 

ที่น่าสนใจคือผู้ประกอบการขยับเข้าสู่การกู้ยืมเงินในระบบมากขึ้น เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 66 ซึ่งมีทั้งการกู้ยืมจากสถาบันการเงินและแหล่งเงินทุนทางเลือกในระบบอย่างสินเชื่อดิจิทัล ช่วยลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบที่มีต้นทุนสูงลงได้ 

 

ขณะที่ความสามารถในการชำระหนี้ก็ปรับตัวดีขึ้น โดยมี SME มากถึงร้อยละ 85.3 ที่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนดเวลา 

 

อย่างไรก็ตาม สสว. พบว่าอุปสรรคสำคัญประการหนึ่งในการเข้าถึงสินเชื่อคือความไม่พร้อมด้านเอกสารและระบบการเงินของผู้ประกอบการเอง จึงได้เร่งขับเคลื่อนโครงการ “Transforming SMEs ยกระดับการบริหารการเงินด้วย AI” เพื่อเข้าไปช่วยผู้ประกอบการจัดทำข้อมูลทางการเงินอย่างเป็นระบบ เพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้อย่างยั่งยืน  

 

นางปณิตา กล่าวว่า สสว. ยังเดินหน้าวางรากฐานเชิงนโยบายระยะยาวเพื่อขับเคลื่อน SME ของประเทศอีก 2 เรื่องสำคัญ เรื่องแรกคือ การจัดทำแผนการส่งเสริม SME ฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2571–2575) ซึ่งจะเป็นกรอบทิศทางการพัฒนา SME ประเทศในช่วง 5 ปีข้างหน้า

 

โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมกลุ่มเป้าหมายที่มีความเฉพาะเจาะจง การสร้างภูมิคุ้มกัน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่อำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ เพื่อรับมือกับกฎเกณฑ์การค้าโลก เทคโนโลยี และความท้าทายในอนาคต 

 

และเรื่องที่สองคือ การทบทวนปรับนิยาม SME ของประเทศใหม่ ซึ่งใช้นิยามเดิมมาตั้งแต่ปี 2563 ให้สอดรับกับโครงสร้างธุรกิจ รายได้ การจ้างงาน และภาวะเงินเฟ้อที่เปลี่ยนแปลงไป

 

การปรับนิยามครั้งนี้จึงมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้มาตรการช่วยเหลือของภาครัฐส่งตรงถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุด ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศในภาพรวมต่อไป  


  
สำหรับ ดัชนี SME เดือน มิ.ย. 2569 ฟื้นตัวในรอบ 4 เดือน แตะ 47.8 นั้น ได้รับอานิสงส์ “ไทยช่วยไทยพลัส”  ของภาครัฐ ที่เข้ามาช่วยกระตุ้นการใช้จ่าย ส่งผลให้องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ คำสั่งซื้อ ปริมาณการผลิต และการลงทุน ขยับกลับมาอยู่เหนือระดับค่าฐาน (50) อีกครั้ง สะท้อนถึงกิจกรรมทางธุรกิจที่เริ่มกลับมาใกล้เคียงภาวะปกติ  

 

อย่างไรก็ตาม แม้ดัชนีความเชื่อมั่นภาพรวมจะปรับตัวดีขึ้น แต่ยังถือว่าต่ำกว่าระดับปกติ (ระดับฐานที่ 50) เนื่องจากองค์ประกอบด้าน “ต้นทุน” ยังอยู่ต่ำกว่าค่าฐานค่อนข้างมาก ปัญหาต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่ทรงตัวในระดับสูงส่งผลให้แม้ยอดขายจะเริ่มกลับมา แต่กำไรยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ทำให้ต้องใช้เวลาอีกระยะกว่าผลประกอบการจะฟื้นตัวได้สมบูรณ์  

 

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณารายพื้นที่และรายภาคธุรกิจ พบว่า :  

 

• รายภูมิภาค : ฟื้นตัวดีขึ้นในทุกภูมิภาค แต่มีพื้นที่ต้องติดตามเป็นพิเศษคือ ภาคตะวันออก ซึ่งเป็นภูมิภาคเดียวที่การฟื้นตัวยังช้ากว่าพื้นที่อื่น โดยเฉพาะภาคการผลิตที่เผชิญแรงกดดันด้านคำสั่งซื้อและต้นทุน  

 

• รายภาคธุรกิจ : ปรับตัวดีขึ้นทั้งหมด โดย ภาคการค้า ฟื้นตัวเด่นที่สุดจากการได้รับประโยชน์โดยตรงจากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย ด้าน ภาคบริการ ดีขึ้นในกลุ่มบริการประจำวัน เช่น ร้านอาหารและการขนส่ง ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ และ ภาคการผลิต แม้จะปรับดีขึ้นแต่ยังเผชิญแรงกดดันเรื่องต้นทุนและคำสั่งซื้อ  

 

สำหรับ ดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 52.7 ปรับเพิ่มขึ้นและยืนอยู่เหนือระดับค่าฐานต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 สะท้อนว่าผู้ประกอบการ SME มีมุมมองเชิงบวกต่อการดำเนินธุรกิจในระยะข้างหน้ามากขึ้น แม้จะยังมีความกังวลเกี่ยวกับต้นทุนที่ทรงตัวในระดับสูง และดัชนีด้านการจ้างงานยังคงทรงตัว ไม่ได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นมากนัก  

ข่าวล่าสุด

เจาะมาตรการจีนสกัดทองกระดาษ YLG ชี้กระทบสั้น เหตุรายย่อยเทรดไม่ถึง 4.88%

เจาะมาตรการจีนสกัดทองกระดาษ YLG ชี้กระทบสั้น เหตุรายย่อยเทรดไม่ถึง 4.88%