
มติ กกต.ยกคำร้อง 2 ข้อกล่าวหาฮั้ว สว. 21 บิ๊กภูมิใจไทย-140 รายรอดคดี
กกต.เปิดรายละเอียดมติคดีฮั้วเลือก สว. ยกคำร้องข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการช่วยเหลือและยินยอมให้ช่วยเหลือ รวม 21 บุคคลการเมือง และผู้ถูกร้องอีก 140 ราย
สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์เลขที่ 447/2569 เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 เปิดรายละเอียดมติที่ประชุม กกต. เมื่อวันที่ 14 กันยายน เกี่ยวกับสำนวนไต่สวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยที่ประชุมมีมติไม่ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา และไม่ดำเนินคดีอาญาแก่ผู้ถูกร้องในข้อกล่าวหาที่ 1 และข้อกล่าวหาที่ 2
ข้อกล่าวหาที่ 1 เป็นกรณีตามมาตรา 76 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 กล่าวหาว่ามีบุคคลช่วยเหลือให้ผู้สมัครได้รับเลือกหรือไม่ได้รับเลือกเป็น สว.
กกต.มีมติยกคำร้องผู้ถูกร้องทั้งหมด 21 ราย แบ่งเป็นกรรมการบริหารพรรค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 20 ราย และบุคคลอื่น 1 ราย
ผลลงมติแบ่งเป็น 3 กลุ่ม โดย 7 รายได้รับมติเอกฉันท์ ได้แก่ สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ไชยชนก ชิดชอบ ภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ ไตรศุลี ไตรสรณกุล ศุภมาส อิศรภักดี และแคน บุณย์จิดา สมชัย
อีก 2 ราย คือ พิมพฤดา ตันจรารักษ์ และธนยศ ทิมสุวรรณ ได้รับมติ 6 ต่อ 1 ส่วนอีก 12 ราย ได้รับมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2
ประกอบด้วย อนุทิน ชาญวีรกูล
เจษฎ์ ไทยเศรษฐ์
กรวีร์ ปริศนานันทกุล
วรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์
ชลัฐ รัชกิจประการ
จักรกฤษณ์ ทองศรี
กิตติ กิตติธรกรกุล
นรินทร์ ศรีสรรพางค์
พิชัย ชมพูพล
สุขสมรวย วันทนียกุล
ภราดร ปริศนานันทกุล
และเนวิน ชิดชอบ
ส่วนข้อกล่าวหาที่ 2 เป็นกรณีตามมาตรา 76 วรรคสอง กล่าวหาว่าผู้สมัครยินยอมให้กรรมการบริหารพรรค ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรค สส. หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ช่วยเหลือเพื่อให้ได้รับเลือกเป็น สว.
กกต.มีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 ไม่ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและไม่ดำเนินคดีอาญาผู้ถูกร้องทั้งหมด 140 ราย แบ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่ง สว.ขณะถูกร้อง 137 คน สว.สำรอง 1 คน และผู้มีสิทธิเลือก สว.อีก 2 คน
มติทั้งสองข้อส่งผลให้ผู้ถูกร้องในส่วนนี้ไม่ถูกส่งเข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกาและไม่ถูกดำเนินคดีอาญาตามข้อกล่าวหาดังกล่าว
ขณะที่ประเด็นสำคัญทางการเมืองหลังจากนี้อยู่ที่รายละเอียดเหตุผลของเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย โดยเฉพาะกรณีที่มติหลายรายออกมาในสัดส่วน 5 ต่อ 2 ซึ่งสะท้อนว่าความเห็นภายใน กกต.ไม่ได้เป็นเอกฉันท์ทั้งหมด







