posttoday
ไทยพร้อมรับ 1.5 หมื่นคน ประชุม IMF-World Bank ชูไทยตัวกลางเชื่อมโลกแบ่งขั้ว

ไทยพร้อมรับ 1.5 หมื่นคน ประชุม IMF-World Bank ชูไทยตัวกลางเชื่อมโลกแบ่งขั้ว

14 กรกฎาคม 2569

รัฐบาลประกาศดันการประชุม IMF-World Bank ปี69 เป็นวาระแห่งชาติ ชูแนวคิด “ขอบฟ้าใหม่ของไทย” โชว์ศักยภาพดิจิทัลและซอฟต์พาวเวอร์ เตรียมรับทัพผู้นำศก.- CEO ทั่วโลกกว่า 1.5 หมื่นคน คาดดึงยอดนักท่องเที่ยว เม็ดเงินสะพัด สร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่

KEY

POINTS

  • ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปี IMF และ World Bank ในเดือนตุลาคม 2569 โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมกว่า 15,000 คน และรัฐบาลได้ยกระดับให้เป็นวาระแห่งชาติ
  • การประชุมนี้มีเป้าหมายเพื่อแสดงศักยภาพของประเทศและดึงดูดการลงทุน โดยจะนำเสนอ 4 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ ด้านดิจิทัล, การเป็นศูนย์กลางเชื่อมโลก, การเงินสีเขียว และเศรษฐกิจอายุยืน
  • รัฐบาลยืนยันความพร้อมเต็มที่ โดยนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าทีมดูแลเอง และได้ประกาศให้ช่วงวันจัดงานเป็นวันหยุดราชการเพื่ออำนวยความสะดวกและลดผลกระทบด้านการจราจร

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การกลับมาเป็นเจ้าภาพจัดงาน “การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569” หรือที่ขนานนามว่า “โอลิมปิกทางการเงิน” ถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญของประเทศไทยในเวทีโลก โดยงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งประเทศไทยได้รับเกียรติให้จัดงานนี้เป็นครั้งที่ 2 ต่อจากปี 2534 ทำให้ไทยเป็น 1 ในเพียง 3 ประเทศทั่วโลกที่ได้รับเกียรติให้ทำหน้าที่เจ้าภาพถึง 2 ครั้ง

“ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งนี้ แต่เป็นโอกาสสำคัญที่จะสร้างประโยชน์ให้กับคนไทยอย่างเป็นรูปธรรม เพราะงานนี้เปรียบเสมือนโอลิมปิกทางเศรษฐกิจและการเงินโลก ที่สายตาของทั่วโลกจะจับจ้องมายังประเทศไทย เราไม่ได้ต้อนรับเฉพาะรัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางจาก 191 ประเทศเท่านั้น แต่ยังมีผู้นำภาคธุรกิจและ CEO ระดับโลกเข้าร่วมด้วย ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ ดึงความสนใจด้านการลงทุน และแสดงศักยภาพของประเทศไทยสู่เวทีโลก” นายเอกนิติ กล่าว

ซึ่งในฐานะเจ้าภาพไทยได้ชูแนวคิดหลัก “ขอบฟ้าใหม่ของไทย: สร้างพลังให้ประชาชน เสริมความพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง” โดยน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาต่อยอดสู่แนวทางเศรษฐกิจโลกที่สมดุล ยั่งยืน มีภูมิคุ้มกัน และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

สำหรับการขับเคลื่อนเชิงนโยบายบนเวทีโลกในครั้งนี้ รัฐบาลได้วาง 4 ยุทธศาสตร์ เพื่อโชว์เคสความสำเร็จของไทยต่อความท้าทายระดับโลก ประกอบด้วย

เสาที่ 1 ดิจิทัลและ AI ขับเคลื่อนการเติบโต
โชว์ศักยภาพไทยด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภาครัฐ (DPI) เช่น ระบบพร้อมเพย์ และ Cross-Border QR พร้อมนำข้อมูลและ AI มาช่วยออกแบบนโยบายและบริการภาครัฐให้ตรงเป้าหมายมากขึ้น

เสาที่ 2 ไทยเป็นศูนย์กลางเชื่อมโลกในยุคความขัดแย้ง โดยผลักดันบทบาทประเทศไทยจาก "Middle Power" สู่ "Connected Economies" หรือประเทศที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางความขัดแย้งและการแข่งขันของมหาอำนาจ เพื่อเป็นตัวกลางสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ ผลักดันไทยเป็น "Trusted Hub" ด้านการค้า การเงิน และการลงทุนของเอเชีย พร้อมเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ยุคใหม่ระหว่างภูมิภาคต่าง ๆ โดยเฉพาะอาเซียน ให้มีความแข็งแกร่งและยืดหยุ่นมากขึ้น

"สิ่งที่ทำให้ไทยเป็นตัวกลางเชื่อมโลกที่แตกขั้ว คือความมั่นคงและเสถียรภาพด้านเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง ทำให้นักลงทุนทั่วโลกมองหาไทยเป็นพื้นที่ลงทุนที่ปลอดภัย พร้อมแสดงศักยภาพของประเทศ ทั้งตลาดทุน แหล่งระดมทุน และการพัฒนาเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงถึงชุมชน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนทั่วโลก" นายเอกนิต กล่าว

เสาที่ 3 การเงินสีเขียวรับมือโลกร้อน
ปรับโครงสร้างระบบการเงิน เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างสมดุล

เสาที่ 4 เศรษฐกิจอายุยืน เปลี่ยนสังคมสูงวัยเป็นโอกาส
ใช้ความท้าทายจากโครงสร้างประชากรสูงวัยเป็นโอกาสสร้างเศรษฐกิจใหม่ พร้อมเตรียมความพร้อมด้านการเงินและธุรกิจรองรับสังคมผู้สูงอายุ

หนึ่งในจุดเด่นสำคัญของการจัดงานคือการนำเสนอ Thailand Pavilion หรือศาลาไทย เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวการทรงงานของในหลวงรัชกาลที่ 9 เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคต 13 ตุลาคม ซึ่งตรงกับช่วงการประชุมในครั้งนี้

"เราจะโชว์ ศาสตร์แห่งพระราชา ที่ทั้งโลกยอมรับว่าท่านคือกษัตริย์นักพัฒนา หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระองค์ท่าน คือต้นแบบของการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่ท่านตรัสไว้ก่อนกาลถึง 70 ปี และในวันนี้รัชกาลปัจจุบันท่านก็ได้ทรงสืบสาน รักษา และต่อยอด จนเป็นสิ่งที่ประเทศไทยไม่เหมือนประเทศอื่นในโลก" นายเอกนิติ กล่าว

ภายในงานจะมีการตกแต่งด้วยผ้าทอพื้นเมืองจาก 21 จังหวัด รวม 37 ลาย เช่น ผ้าทอตีนจกไทลื้อ และผ้าบาติกพิมพ์ลาย “บุปผาบรมราชินีนาถ” เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน นอกจากนี้ยังจัดเตรียมอาหารและเครื่องดื่มที่เป็นสินค้า GI ของไทย เช่น ข้าวหอมมะลิพรีเมียม เพื่อให้ผู้นำทั่วโลกได้สัมผัสผ่านรูป รส และกลิ่น

ทั้งนี้ รัฐบาลยืนยันความพร้อมเต็มพิกัด โดยมีนายกรัฐมนตรีลงมาเป็นหัวหน้าทีมด้วยตนเอง มีการจัดตั้งคณะกรรมการ 3 ชุด ดูแลทั้งด้านเนื้อหา สารัตถะ พิธีการ และความปลอดภัยระดับมาตรฐานสากล โดยคณะรัฐมนตรี ยังได้ประกาศให้ช่วงวันที่จัดการประชุมเป็นวันหยุดราชการ เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการจัดงาน และลดผลกระทบด้านการเดินทางในพื้นที่กรุงเทพฯ

"ครั้งนี้ท่านนายกฯ มาดูเอง มีท่าน ผบ.ตร. มาดูแลเรื่องความปลอดภัยด้วยตนเอง เพราะผู้นำจาก 191 ประเทศจะมาอยู่ที่นี่ เราจึงต้องพร้อม 100% และคณะรัฐมนตรียังได้ประกาศให้ช่วงวันจัดงานเป็นวันหยุดราชการ เพื่อให้การจัดงานใหญ่ระดับโลกครั้งนี้ราบรื่นที่สุด"

นายเอกนิติยังระบุว่า การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นจากผู้เข้าร่วมกว่า 1.5 หมื่นคน  แต่ยังมุ่งหวังสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ เช่นเดียวกับการจัดงานครั้งแรกเมื่อปี 2534 ที่สร้างแรงผลักดันให้คนไทยอยากก้าวเข้าสู่เวทีเศรษฐกิจระดับโลกต่อไป

ข่าวล่าสุด

ไขปม! ผลตรวจพยาธิ 4,233 นิสิต มมส. ทำไมยังต้องตรวจยืนยันซ้ำ หรือ มีอะไรมากกว่าที่เห็น?

ไขปม! ผลตรวจพยาธิ 4,233 นิสิต มมส. ทำไมยังต้องตรวจยืนยันซ้ำ หรือ มีอะไรมากกว่าที่เห็น?