
ปลัดดีอี-กรมขนส่งฯ ขู่ ปิดแอปโบลท์ –เร่งแก้กฎหมายเอาผิดทั้งแพ่ง-อาญา
“โบลท์” เจอศึกหนัก ดีอี-ขนส่งฯ ขู่ปิดแอป หากไม่แก้ปัญหาไรเดอร์สวมรอย เร่งยกระดับกฎหมายเอาผิดแพลตฟอร์มเต็มรูปแบบ พร้อมตั้งเส้นตายตรวจเข้มระบบยืนยันตัวตน-ใบขับขี่ หวังคุมความปลอดภัยผู้โดยสาร
นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยถึงกรณี ผู้ขับขี่ หรือ ไรเดอร์ จากแอปพลิเคชัน โบลท์ (Bolt) สวมรอยไอดี ประสงค์ร้ายกับผู้โดยสาร ว่า ตามกฎหมายของ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) มีหน้าที่เพียงรับจดแจ้งการประกอบธุรกิจ และกำหนดให้ไรเดอร์ลงทะเบียนยืนยันตัวตนตามเงื่อนไขที่กำหนด แต่ยังไม่สามารถมีบทลงโทษทางแพ่งและอาญา ดังนั้น ตามนโยบายของ นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.กระทรวงดีอี ต้องการให้แก้ไขกฎหมายให้สามารถเอาผิดกับแอปพลิเคชัน ได้ทั้งทางแพ่งและอาญา
จึงต้องเร่งดูกระบวนการที่เร็วที่สุดที่จะทำได้ว่าจะปรับแก้กฎหมายของกระทรวงดีอีที่มีอยู่แล้ว คือ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ หรือจะยกระดับ พระราชกฤษฎีกาการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ. 2565 ของ ETDA เป็น พ.ร.บ.เพื่อให้สามารถเอาผิดกับแพลตฟอร์ม รวมถึงการปิดแอปพลิเคชัน เพื่อไม่ให้บริการในประเทศไทย เนื่องจากแพลตฟอร์มยังไม่มีระบบคัดกรองคนที่ดี ซึ่งควรคัดกรองคนที่ไม่มีใบขับขี่สาธารณะ มากกว่าจะมานั่งบล็อกไรเดอร์ที่กระทำความผิดไปแล้ว และแพลตฟอร์มไม่มีระบบบริหารความเสี่ยงที่ถูกต้องตามที่ตกลงกับกระทรวงดีอี
ด้านชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการ ETDA กล่าวว่า จากการติดตามพบว่า แพลตฟอร์มยังไม่มีมาตรการตรวจสอบที่เข้มข้นเพียงพอ ตามที่ประกาศกำหนด โดยเฉพาะในเรื่องการยืนยันตัวตนของผู้ขับ ETDA จึงได้สั่งการให้ แพลตฟอร์มดิจิทัลในฐานะผู้ให้บริการ เร่งยกระดับกระบวนการดังกล่าวให้รัดกุมมากขึ้น เช่น การยืนยันตัวตนผู้ขับให้เป็นบุคคลเดียวกับที่ลงทะเบียนในทุกครั้งที่ให้บริการ เพื่อป้องกันการสวมรอยบัญชีผู้ขับ และการใช้รถผิดประเภท หรือต้องเป็นรถและผู้ขับที่จด รย.17 รย.18 ตามข้อบังคับของ กรมการขนส่งทางบก
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยทาง ETDA ได้มีหนังสือเรียกให้ผู้ให้บริการ เข้าชี้แจงข้อเท็จจริง พร้อมให้เร่งมาตรการเร่งด่วน ได้แก่ การระงับบัญชีผู้ขับที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ และการแจ้งเตือนไปยังแพลตฟอร์มอื่นเพื่อตรวจสอบและป้องกันไม่ให้ผู้ขับรายดังกล่าวไปให้บริการในระบบอื่น รวมถึงให้เร่งปรับปรุงระบบการคัดกรองและยืนยันตัวตนให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ ประกาศ Ride Sharing Platform กำหนด
หากเจ้าหน้าหน้าที่ตรวจสอบแล้วพบว่า แพลตฟอร์มไม่ปฏิบัติตามประกาศ เช่น ปล่อยให้มีผู้ขับที่ใช้รถผิดประเภท ไม่มีใบอนุญาตขับขี่สาธารณะ หรือไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด อาจนำไปสู่การออกคำสั่ง “ห้ามประกอบธุรกิจ” และหากไม่แก้ไขภายใน 90 วัน อาจถูก “ถอนการรับแจ้ง” และเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายหากยังคงให้บริการต่อไป
ขณะที่นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า ในวันที่ 31 พ.ค. 2569 แอปพลิเคชัน โบลท์ จะสิ้นสุดใบรับรองการประกอบธุรกิจ ถ้าหาก แอปพลิเคชัน โบลท์ ยังไม่ดำเนินการเปิดข้อมูลไรเดอร์ให้ตรวจสอบได้ อาจจะพิจารณาไม่ต่ออายุใบรับรองการประกอบธุรกิจให้ โดยเฉพาะการให้ไรเดอร์ในระบบต้องจดทะเบียนใบขับขี่สาธารณะให้ถูกต้องก่อนจะเข้ามารับงานในระบบ ซึ่งที่ผ่านมา โบลท์ มีคดีมาอย่างต่อเนื่อง จาก 6,000 คดีของทุกแพลตฟอร์ม เป็นของ โบลท์ ประมาณ 2,000 คดี
ด้านณัฐดนย์ สุขศิริฐานันท์ ผู้จัดการทั่วไป โบลท์ ประเทศไทย กล่าวว่า โบลท์ไม่ได้มองว่าเป็นนายจ้างของไรเดอร์ แต่เป็นเพียงมาร์เก็ตเพลส เป็นแค่ตัวกลาง แต่เมื่อเปรียบเทียบกับการให้บริการในต่างประเทศ อาทิ มาเลเซีย สิงคโปร์ จะมีกระบวนการจดทะเบียนไรเดอร์ที่เข้าถึงง่ายกว่าประเทศไทย ไม่มีอุปสรรคเหมือนประเทศไทย และ ยืนยันว่า คนขับ โบลท์ ไม่ได้ขับเพียงแอปพลิเคชันเดียว
การผลักดันให้คนขับจดใบขับขี่สาธารณะไม่ง่าย ทำได้เพียงสนับสนุนคนทำถูกต้องด้วยการลดค่าคอมมิสชัน ให้มีความกระตือรื้อร้นในการจดทะเบียนใบขับขี่สาธารณะ แต่ให้ความสำคัญกับการบล็อกคนทำผิดกฎหมาย ซึ่งที่ผ่านมาได้บล็อกไปแล้ว 40,000 บัญชี รวมถึงมีการยกระดับการยืนยัน ระบบโทรหาตำรวจ และ การแทคกิ้ง อย่างต่อเนื่อง ส่วนรายละเอียดว่าปัจจุบันมีผู้ขับในระบบเท่าไหร่ และเป็นผู้ที่จดหรือไม่จดใบขับขี่สาธารณะจำนวนเท่าไหร่นั้น ยังไม่สามารถบอกรายละเอียดได้ เนื่องจากเป็นข้อมูลทางธุรกิจ







