“วิทัย” ขยายบทบาท ธปท. แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง กำจัดทุนเทา คุมทองออนไลน์
ธปท. ประเมิน GDP ปี 69 โตเพียง 1.5% ส่งออก-ใช้จ่ายภาครัฐน่าเป็นห่วง หวังการบริโภค-ลงทุนเอกชน พยุงเศรษฐกิจ ขยายบทบาทสู่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง สกัดแอปเทรดทองและทุนเทา ทำเงินบาทผันผวน
KEY
POINTS
- ธปท. ขยายบทบาทในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยใช้กฎหมายควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินเพื่อติดตามเส้นทางการเงินและปราบปราม "ทุนเทา" ที่เชื่อมโยงกับธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล
- ธปท. ร่วมมือกับ ก.ล.ต. ตรวจสอบธุรกรรม USDT ที่ผิดปกติ และสั่งให้ธนาคารพาณิชย์รายงานการแลกเงินสดจำนวนมากรายวัน เพื่อสกัดกั้นเส้นทางเงินที่น่าสงสัย
- ธปท. เข้ากำกับดูแลการซื้อขายทองคำผ่านแอปพลิเคชันออนไลน์ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ค่าเงินบาทผันผวนรุนแรงจากการแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์เป็นเงินบาท
- ประเมิน GDP ปี 69 โตเพียง 1.5% ส่งออก-ใช้จ่ายภาครัฐน่าเป็นห่วง หวังการบริโภค-ลงทุนเอกชน พยุงเศรษฐกิจ
งาน CEO DAY ปีที่ 2 เวทีของผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง ภายใต้แนวคิด “Lead the Shift“ ที่จัดโดย “กรุงเทพธุรกิจ” ได้รับเกียรติจาก นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวเสวนาพิเศษ ในหัวข้อ “Economic Outlook 2026: Fiscal & Financial Strategies for Economic Revival”
สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับ “ความผิดปกติ“ ในหลายมิติ ทั้งการที่อัตราการเติบโตในระดับต่ำ และการแข็งค่าของเงินบาทที่กระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน
หวังการบริโภคและลงทุนเอกชนพยุง GDP ปี 69 โต 1.5%
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เปิดเผยข้อมูลภาวะเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับอุปสรรคสำคัญรอบด้าน โดยยอมรับว่าสถานการณ์ในปี 2569 ค่อนข้างน่ากังวลและต้องเผชิญกับปัญหามากมายตั้งแต่ต้นปี
จากปัจจัยลบรอบด้าน ทำให้คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะเติบโตได้เพียง 1.5% ลดลงจากปี 2568 ที่เติบโต 2.2%
เครื่องยนต์หลัก "ส่งออก-งบรัฐ" จอดสนิท
ผู้ว่าฯ ธปท. ระบุว่า เครื่องยนต์หลักที่เคยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่าง “การส่งออก” กำลังอยู่ในสภาวะที่เติบโตน้อยมาก โดยในปี 2568 การส่งออกขยายตัวสูงถึง 12.8% แต่ในปีนี้คาดการณ์ว่าจะเติบโตได้เพียง 0.6% เท่านั้น ส่งผลให้ GDP หายไป 0.3.-0.4%
ในขณะเดียวกัน “การใช้จ่ายภาครัฐ” ก็ประสบปัญหาเช่นกัน เนื่องจากการอยู่ในสภาวะ “รัฐบาลรักษาการ” ทำให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขาดช่วงไปนานกว่า 3-5 เดือน และยังมีแนวโน้มว่าการจัดทำงบประมาณปีหน้าจะล่าช้าออกไปอีก ส่งผลกระทบต่อ GDP อีก 0.2%
การบริโภค-ลงทุนเอกชน ขับเคลื่อน GDP ที่ดีที่สุดของปีนี้
ท่ามกลางเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่อ่อนแรง ผู้ว่าฯ ธปท. มองว่า การบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนภาคเอกชน คือ ปัจจัยหลักเพียงหนึ่งเดียวที่คอยพยุงเศรษฐกิจไทยไว้ แม้ว่าอัตราการบริโภคจะลดระดับความร้อนแรงลงจากเดิมเติบโตปีละ 4-5% เหลือเพียง 1.9%
สำหรับการท่องเที่ยว คาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 35 ล้านคน ในปีนี้ ซึ่งเป็นการฟื้นตัวจากปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม หากเงินบาทแข็งค่ามากเกินไป จะส่งผลกระทบต่อรายได้และความแข็งแกร่งของภาคการท่องเที่ยวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ศักยภาพการเติบโตเศรษฐกิจลดถอย จาก 4% สู่ 2.7%
ทั้งนี้ ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยได้ลดระดับลงอย่างต่อเนื่อง จากในอดีตเคยอยู่ที่ระดับ 3-4% ปัจจุบันลดลงมาเหลือเพียงประมาณ 2.7% เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม การจะผลักดันให้ GDP ทะลุเพดาน 2.7% ขึ้นไปได้นั้นไม่สามารถทำได้เพียงแค่การกระตุ้นระยะสั้น แต่จำเป็นต้อง “แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ผ่านการลงทุนใหม่ๆ การนำเทคโนโลยีมาใช้ และการเพิ่มประสิทธิภาพของแรงงานและการผลิตเพื่อยกฐานศักยภาพใหม่
เงินบาทแข็งค่าสวนทางเศรษฐกิจโตต่ำ
คำถามสำคัญคือ ในขณะที่กำลังซื้อในประเทศหดตัวและเศรษฐกิจโตต่ำกว่าศักยภาพ ทำไมเงินบาทถึงยังแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง
ผู้ว่าฯ ธปท. ให้ข้อมูลว่า ปัจจัยที่ส่งผลให้บาทแข็งค่า ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก
- ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental): การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่สูงกว่าที่คาดการณ์ และการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ
- กระแสเงินทุน (Flow): การไหลเข้าของเงินทุนในตลาดตราสารหนี้ ตลาดหุ้น และการลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ
- การแทรกแซงโดยธนาคารกลาง: ธปท. มีการเข้าดูแลตลาดเพื่อไม่ให้เงินบาทแข็งค่าเกินไปจนกระทบภาคส่วนต่าง ๆ แต่มี “ข้อจำกัด“ เนื่องจากข้อตกลงกับประเทศคู่ค้าสำคัญอย่างสหรัฐฯ ซึ่งมีการเฝ้าระวังเรื่องการบิดเบือนค่าเงิน
“ทองคำ” ตัวแปรสำคัญทำเงินบาทผันผวน
หนึ่งในข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจ คือ อิทธิพลของการซื้อขายทองคำต่อค่าเงินบาท จากการตรวจสอบพบว่า ในช่วงที่เงินบาทแข็งค่าอย่างรุนแรง แรงขายดอลลาร์ที่มาจากการค้าทองคำมีสัดส่วนสูงถึง 45% และในบางช่วงสูงถึง 62% ของปริมาณธุรกรรม
ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อราคาทองคำพุ่งสูงขึ้น ร้านทองและประชาชนจะขายทองคำเพื่อรับเงินดอลลาร์ และนำดอลลาร์นั้นมาขายเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินบาทผ่านแอปพลิเคชันออนไลน์ ซึ่งมีประมาณ 15 แอปพลิเคชัน
หากแอปพลิเคชันเหล่านั้นเป็นการเทรดด้วยสกุลเงินบาท จะส่งผลต่อความผันผวนของค่าเงินบาทโดยตรง ซึ่งต่างจากการเทรดด้วยสกุลเงินดอลลาร์ที่ไม่ส่งผลกระทบในมิตินี้
คุมเข้ม “แอปฯ เทรดทองคำ” สกัดบาทแข็ง
ล่าสุด ธปท.เข้าไปดูแลธุรกรรมการซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลและแอปพลิเคชันอย่างเป็นทางการ หลังมีการลงนามในประกาศกฎกระทรวงการคลัง ให้อำนาจ ธปท. ในการเข้าไปกำกับดูแลธุรกรรมดังกล่าว ไม่ใช่การเข้าไปกำกับดูแลธุรกิจทองคำทั้งระบบ แต่จะโฟกัสเฉพาะธุรกรรมบนแอปฯ ที่ส่งผลกระทบต่อการแลกเปลี่ยนเงินตราและทำให้ค่าเงินบาทผันผวน โดยจะใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เข้าไปจัดการจุดนี้โดยเฉพาะ
ธปท. ขยายบทบาทสู่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง
ธปท. ขยายบทบาทจากการดูแลเสถียรภาพการเงิน สู่การแก้ไข “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” อย่างจริงจัง โดยเฉพาะปัญหา “ทุนเทา” ที่มีความเชื่อมโยงใกล้ชิดกับความผันผวนของค่าเงินบาทในปัจจุบัน
ในการรับมือกับปัญหาที่ซับซ้อนนี้ ได้มีการจัดตั้งคณะทำงาน “Connect the Dots” โดยร่วมกันบูรณาการข้อมูลจากหลายหน่วยงาน ความน่าสนใจของการขับเคลื่อนครั้งนี้อยู่ที่การ “ตีความกฎหมายใหม่” จาก พ.ร.บ.ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน ซึ่งเป็นอำนาจที่มีอยู่แล้วแต่ไม่ได้นำมาใช้มานานหลายสิบปี เพื่อใช้ในการ “ติดตามเส้นทางเงิน” หากพบธุรกรรมที่ต้องสงสัย
ประสาน ก.ล.ต. ติดตามเส้นเงินขาย USDT ผิดปกติ
ล่าสุด ธปท. มีการทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการหลักทรัพย์และกำกับหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อให้มีการติดตามเส้นเงินจากการขาย USDT ในไทยที่มีการขายที่ผิดปกติ
โดยปัจจุบันธุรกรรมเงินบาทกว่า 60% เกิดขึ้นในตลาดต่างประเทศ (Offshore) ขณะที่ 40% อยู่ในไทย อย่างไรก็ตาม พบความผิดปกติในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล มีการนำ USDT มาขายในไทยสูงมาก พบว่าในบางช่วงคิดเป็นถึง 50% ของการซื้อขาย USDT ทั้งหมด และผู้ที่นำมาขายเป็นชาวต่างชาติถึง 40% ซึ่งตั้งข้อสังเกตว่าธุรกรรมเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับ “ทุนเทา” ซึ่งหากมีการลักลอบแลกเปลี่ยนนอกระบบจะส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาทอย่างรุนแรง
การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังกลุ่มผู้ทำธุรกรรมที่ผิดปกติ ทั้งการขาย USDT และการซื้อขายทองคำที่สูงเกินจริง โดยทางการพร้อมจะใช้เครื่องมือทางกฎหมายทุกชนิดเพื่อตรวจสอบเส้นทางทางการเงินและตัดวงจรทุนเทาที่แฝงตัวเข้ามาในระบบการเงินไทย
ลุยมาตรการเฉพาะจุดแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง
นายวิทัย ย้ำว่า การขยายบทบาทของ ธปท. จากการมุ่งเน้นเสถียรภาพทางการเงิน ไปสู่การเป็นผู้นำในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง นอกเหนือจากการแก้ปัญหา “ทุนเทา” ยังรวมเรื่องสังคมสูงวัย (Aging Society) ผลิตภาพการผลิต (Productivity) และการลงทุน ซึ่งปัญหาเหล่านี้ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยนโยบายการเงินเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยมาตรการเฉพาะจุด เช่น โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” และโครงการค้ำประกันสินเชื่อ “SMEs Credit Boost”
“หากไม่ดำเนินการแก้ปัญหาที่ต้นตอเหล่านี้ จะส่งผลให้ GDP ของประเทศลดต่ำลงเรื่อย ๆ และในที่สุดจะกระทบต่อเเศรษฐกิจมหภาคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”
นอกจากการดำเนินการโครงการเหล่านี้ เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างแล้ว ท้ายที่สุด ธปท.ก็ยังต้องทำให้เศรษฐกิจเติบโตควบคู่กันไปด้วย ซึ่งต้องพยายามหาวิธีให้อัตราดอกเบี้ยปรับลดลงให้ได้
ในส่วนของอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยในปัจจุบันอยู่ที่ 1.25% ซึ่งถือว่าต่ำเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากสวิตเซอร์แลนด์และญี่ปุ่นเท่านั้น โดย ธปท. ยืนยันว่าการพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยในอนาคตจะต้องดูข้อมูลเศรษฐกิจเป็นหลัก และต้องรักษา “Policy Space” หรือขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายไว้เพื่อใช้ในยามจำเป็นจริง ๆ เท่านั้น
สั่งแบงก์รายงาน “แลกเงินสด” ยอดสูง เป็นรายวัน
นอกจากนี้ ธปท. ยังได้ส่งหนังสือขอความร่วมมือไปยังธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งให้รายงานการแลกธนบัตรและการทำธุรกรรมที่ผิดปกติเป็นรายวัน โดยเฉพาะช่วงที่มีแนวโน้มการเบิกถอนเงินสดสูงกว่าปกติ เช่น ช่วงที่มีการเลือกตั้ง เพื่อควบคุมปริมาณเงินในระบบไม่ให้เพิ่มขึ้นผิดปกติและสามารถติดตามตรวจสอบได้ทันท่วงที
ทิศทาง ธปท. ภายใต้การนำของ “วิทัย”
ในการดำเนินงานยุคใหม่ ธปท. ยังคงยึดถือค่านิยมหลัก 4 ประการ คือ “ยืนตรง มองไกล ยื่นมือ ติดดิน” แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันจะเน้นหนักไปที่ “ยื่นมือ” คือการเข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาเชิงรุก และ “ติดดิน” คือการเข้าไปสัมผัสและอยู่กับปัญหาจริงของประชาชนมากขึ้น
“ทุกองค์กร รวมถึง ธปท. จำเป็นต้องปรับตัว เนื่องจากสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและโจทย์ความเสี่ยงในปัจจุบันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ซึ่งที่ผ่านมาจะทำได้ดี แต่เมื่อบริบทเปลี่ยน บทบาทของธนาคารกลางก็ต้องขยายให้ครอบคลุมมากขึ้นเพื่อให้เท่าทันสถานการณ์”


