posttoday
เอกนิติ ตั้งคณะทำงาน Data Bureau ลุยเช็กเส้นทางเงินเทา ขีดเส้นจบ ธ.ค.นี้

เอกนิติ ตั้งคณะทำงาน Data Bureau ลุยเช็กเส้นทางเงินเทา ขีดเส้นจบ ธ.ค.นี้

05 พฤศจิกายน 2568

เอกนิติ สั่งตั้งคณะทำงาน Data Bureau บูรณาการเชื่อมโยง 12 หน่วยงาน เชื่อมโยงข้อมูลการเงินทุกหน่วยงาน แก้ปัญหาเงินเทาทั้งระบบ ตั้งเป้ายกระดับมาตรฐานสากล FATF ให้เสร็จสิ้นภายใน ธ.ค.2568

KEY

POINTS

  • กระทรวงการคลังจัดตั้ง "คณะทำงาน Data Bureau" เพื่อบูรณาการข้อมูลทางการเงินจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำหรับยกระดับการตรวจสอบเส้นทางเงินเทาให้เป็นมาตรฐานสากล
  • การตรวจสอบจะมุ่งเน้น 3 ด้านหลัก คือ การพิสูจน์ตัวตน, การตรวจสอบพฤติกรรมที่น่าสงสัย, และการติดตามการไหลของเงินผ่านช่องทางเสี่ยง เช่น คริปโตเคอร์เรนซีและตลาดทองคำ
  • คณะทำงานตั้งเป้าหมายให้ทุกกระบวนการเชื่อมโยงข้อมูลและแก้ปัญหาช่องโหว่ทางกฎหมายแล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2568

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมต้องสงสัย ครั้งที่ 1/2568 ว่า คณะทำงานชุดนี้มีภารกิจหลักในการ บูรณาการการทำงานร่วมกันของหน่วยงานกำกับดูแล ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลทางการเงินทั้งหมด เพื่อยกระดับการตรวจสอบเส้นทางธุรกรรมการเงินที่ต้องสงสัย หรือที่เรียกว่า "เงินเทา" ให้ได้มาตรฐานสากล

นายเอกนิติกล่าวว่า สิ่งที่ได้ข้อสรุปจากการประชุม คือการจัดตั้ง "คณะทำงาน Data Bureau" ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมโยงข้อมูลและข้อกฎหมายระหว่างทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมารวมกัน การรวมข้อมูลนี้ มีเป้าหมายเพื่อให้สามารถเชื่อมโยงข้อมูลได้โดยไม่ต้องติดขัดข้อจำกัด หรือต้องแยกกันดูข้อมูลของแต่ละหน่วยงาน การดำเนินการนี้เป็นการแก้ปัญหาทั้งระบบ ไม่ได้มุ่งแก้ปัญหาเฉพาะกรณีหรือเฉพาะเคส 

สำหรับ หน่วยงานที่เข้าร่วมบูรณาการข้อมูลและกฎหมายประกอบด้วย
• กระทรวงการคลัง
• กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE)
• กระทรวงยุติธรรม
• กระทรวงพาณิชย์ (โดยเฉพาะกรมพัฒนาธุรกิจการค้า)
• สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)
• กรมศุลกากร, กรมสรรพากร, กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI), ตำรวจ (ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง)
• ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), สำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
• สมาคมธนาคารไทย, สมาคมการเงินของรัฐ (หรือสมาคมธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ) และผู้เชี่ยวชาญ โดยมี ป.ป.ส.ค. เป็นฝ่ายเลขานุการ

คณะทำงาน Data Bureau จะเน้นการตรวจสอบธุรกรรมต้องสงสัยใน 3 หัวใจหลัก โดยจะร่วมทำกับสมาคมธนาคารไทย, ธปท., ก.ล.ต., และ ปปง.

1. การพิสูจน์ตัวตน  คือ ตรวจสอบว่าเป็นใคร เป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล เป็นตัวจริง หรือเป็น นอมินี หรือไม่ ปัจจุบันบางตลาด เช่น ตลาดทองคำ ยังไม่มีการกำกับดูแลที่เข้มงวดในการพิสูจน์ตัวตนเหมือนการเปิดบัญชีธนาคาร

2. การตรวจสอบพฤติกรรม คือ ตรวจจับพฤติกรรมที่น่าสงสัย เช่น การแจ้งว่าเป็นนักท่องเที่ยวแต่มีเงินไหลเข้าออกในปริมาณมาก หรือแจ้งว่าเป็นนักธุรกิจที่ทำโรงแรมแต่มีธุรกรรมเงินเข้าออกผิดปกติ ซึ่งพฤติกรรมที่ไม่สอดคล้องกับธุรกรรมของเงินจะเป็นตัวบ่งชี้

3. การตรวจสอบการไหลเข้าออกของเงิน  คือ ตรวจสอบธุรกรรมการเงินที่ไหลเข้าและไหลออก 

ช่องทางการเงินที่อาจเป็นพฤติกรรมต้องสงสัย ได้แก่ คริปโตเคอร์เรนซี (Crypto), เงินสด/ธุรกิจแลกเปลี่ยนเงิน (Money Changer) ซึ่งรวมถึงพวกที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแล, และ ตลาดทองคำ (ทั้งทองคำกายภาพและตลาดอนุพันธ์ที่เป็นกระดาษ)
 ธุรกรรมต้องสงสัยมักจะไหลเข้ามาผ่านช่องทางเหล่านี้ และนำไปสู่การฟอกเงินผ่านการซื้อสินทรัพย์อื่น เช่น การซื้อทองคำ, อสังหาริมทรัพย์, รถหรู, หรือเพชร

สำหรับช่องโหว่ทางกฎหมาย คณะทำงานจะใช้ตัวอย่างเคสจริงจากกระทรวงยุติธรรมมาทดลองดูว่ากฎหมายที่มีอยู่เดิม (ปปง., ธปท., กลต.) ที่กระจัดกระจาย สามารถนำมาใช้ตรวจสอบพฤติกรรมที่น่าสงสัยได้อย่างไร หากกฎหมายปัจจุบันยังครอบคลุมไม่ถึง เช่น เรื่องการกำกับดูแลทองคำ หรือ Private Wallet  กระทรวง DE กำลังเร่งจัดทำกฎหมายเพื่อปิดช่องโหว่เหล่านี้อยู่ 

นอกจากนี้จะใช้มาตรฐานสากล FATF (Financial Anti Money Laundering Action Task Force) เป็นกลไกในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและสืบหาเจ้าของผลประโยชน์ที่แท้จริง  ในธุรกรรมข้ามประเทศ


“เราจะไม่แก้ปัญหาเงินเทาแบบเฉพาะจุดอีกต่อไป แต่จะบูรณาการข้อมูลการเงินทุกภาคส่วนเข้าด้วยกันเพื่อให้ระบบตรวจสอบโปร่งใสและได้มาตรฐานสากลจริง ๆ การดำเนินการครั้งนี้เป็นการแก้ปัญหาทั้งระบบ โดยจะยกระดับการกำกับดูแลพฤติกรรมทางการเงินที่ต้องสงสัย ผ่านการนำเคสตัวอย่างจากกระทรวงดิจิทัลฯ และกระทรวงยุติธรรมมาวิเคราะห์ เพื่อดูความเชื่อมโยงของนิติบุคคล นอมินี และเส้นทางการเงิน รวมถึงช่องทางการลงทุนอย่างทองคำที่ยังต้องเร่งหากฎหมายกำกับดูแลให้ชัดเจน" นายเอกนิติก 

สำหรับ คณะทำงาน Data Bureau จะมี ปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน ร่วมกับสมาคมธนาคารไทย โดยจะเร่งหารือในรายละเอียดทั้งหมดและกลับมารายงานภายใน 2 สัปดาห์

นายเอกนิติยืนยันว่า เป้าหมายของการจัดตั้งคณะทำงาน Data Bureau คือการยกระดับระบบกำกับดูแลทางการเงินของไทยให้ได้มาตรฐานสากล โดยเฉพาะตามหลักเกณฑ์ของ FATF พร้อมกำหนดให้ทุกกระบวนการแล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2568 ทั้งนี้ การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานจะอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย PDPA ซึ่งอนุญาตให้ดำเนินการได้เพื่อประโยชน์สาธารณะ
 

ข่าวล่าสุด

ราคาน้ำมันพุ่งหลังอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ทรัมป์ขู่โจมตีซ้ำ

ราคาน้ำมันพุ่งหลังอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ทรัมป์ขู่โจมตีซ้ำ