posttoday

‘พระเยซูเล่า พระพุทธเจ้าสอน’

02 กันยายน 2561

ผมอ่านพระไตรปิฎกหลังจากการศึกษาพระคัมภีร์ไบเบิล

โดย ราช รามัญ 

ผมอ่านพระไตรปิฎกหลังจากการศึกษาพระคัมภีร์ไบเบิล ด้วยนิสัยรักการอ่าน ผมอ่านหนังสือที่เกี่ยวกับศาสนาปรัชญามามากมาย ทั้งของอินเดีย เนปาล และศรีลังกา หลายสิ่งอย่างที่ทำให้ผมเข้าใจคำว่าศาสนามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นศาสนาอะไรก็ตาม ทั้งพุทธ คริสต์ อิสลาม พราหมณ์ ฮินดู

ศาสนาประกอบไปด้วย ศาสดา สาวกคำสอนอันเป็นเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด ตลอดทั้ง การเผยแผ่ สุดท้ายกฎหมายรองรับ ถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไป ไม่อาจที่จะเรียกว่าเป็นศาสนาได้ ต้องเรียกว่า ลัทธิ

การเรียนรู้หลักของศาสนาต่างๆ นั้น ทำให้ผมเข้าใจเรื่องหนึ่งอย่างชัดเจนเกี่ยวกับคำว่าศาสนา คือ ความรัก นี่เป็นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ และเป็นพื้นฐานที่มาของคำว่าศาสนาด้วยเช่นเดียวกัน

ในทางพระพุทธศาสนา ความรัก คือ ความเมตตา ความกรุณา เป็นสิ่งที่พุทธะเน้นสอนให้ชาวพุทธทั้งหลาย เราต้องมีในสิ่งนี้เพื่อการอยู่ร่วมกันแบบของเพื่อนร่วมโลก

คริสเตียน โปรเตสแตนต์ นับได้ว่าเป็นต้นฉบับของความเป็นคริสเตียน ที่ค่อนข้างเคร่งครัดอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ถือเอาวันสะบาโต (วันที่ต้องทำกิจกรรมในโบสถ์) วันเสาร์ ในทางคริสเตียน เรียกว่า เซเว่นเดย์

ในทางพระพุทธศาสนา ที่เป็นต้นฉบับดั้งเดิมแท้ก็ต้องเถรวาท ที่ค่อนข้างมีครบทุกมิติในเรื่องของความเป็นพระพุทธศาสนา ตลอดทั้งข้อวัตรปฏิบัติที่ยึดถือมานับแต่ครั้งพุทธกาลที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง

ในทางคริสเตียนเชื่อกันว่า...พระเจ้าได้เล่าสอนว่า มนุษย์ทั้งหลายล้วนเกิดมาได้เพราะความบาป ในทางพุทธนั้นพุทธะสอนว่า มนุษย์ทั้งหลายต่างมีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นแดนเกิด

“บาปกรรม” คำนี้หลายคนคุ้นเคย

เหมือนประหนึ่งลงในรอยเดียวกันโดยแท้ของความเป็นศาสนา มองแบบกว้างๆ ถ้าจะกล่าวว่า มนุษย์ทั้งหลายที่ลงมาเกิดนี้ เป็นเพราะต่างก็ทำอะไรไว้บางอย่างในมุมที่ทั้งดีและไม่ค่อยดีจึงได้มาเกิด แต่ในการเกิดนั้นต่างก็มีคติชีวิตที่แตกต่างกันไป

อีกสิ่งหนึ่งที่เมื่อได้ศึกษาแล้ว เราได้เห็นความยิ่งใหญ่ของการเป็นศาสดาทั้งสองพระองค์พระองค์ คือ ความรัก ความเมตตา ที่มีให้ต่อมนุษย์ กล่าวคือพุทธะไม่เคยรังเกียจหญิงงามเมือง ไม่เคยตรัสอะไรที่ตำหนิหรือดูถูกต่อหญิงงามเมือง (โสเภณี) แม้แต่เรื่องของการปฏิบัติธรรมก็ไม่เคยมีข้อห้ามใดๆ เลยที่ไม่ให้หญิงงามเมืองมาปฏิบัติธรรมหรือมาศึกษาคำสอน เพราะว่า พระองค์ไม่ได้มองมนุษย์ที่ฐานะและสถานะทางสังคม แต่ทรงมองไปที่จริตและจิตใจ ความคิด ว่าเป็นอย่างไรมากกว่า

ในทางคริสเตียนก็มีเรื่องที่คล้ายกัน หญิงงามเมือง โดนผู้คนดูถูกรังเกียจ แต่ทว่าพระเยซูคริสต์เจ้า ทรงไม่เคยดูถูกเลยแม้แต่น้อย ทรงเดินไปแตะตัวหญิงงามเมืองนั้นด้วยซ้ำ แม้ว่าใครๆ เห็นต่างก็บอกว่านางไม่สะอาดไม่ดี แต่พระองค์ไม่ว่ากระไร บางกรณีเคยมีคนจะเอาก้อนหินขว้างปาหญิงงามเมือง ในฐานะผู้ที่สังคมรังเกียจ

พระองค์ก็ตรัสถามผู้คนว่า...ในโลกนี้ใครบ้างที่ไม่เคยทำผิดบ้าง ถ้ามีก็ให้เขาคนนั้นเอาหินปาไปที่หญิงงามเมืองได้เลย ปรากฏว่าทุกคนไม่มีใครเอาหินปานางเลย สรุปเอาความได้ว่า ทั้งสองพระองค์ต่างมีความรัก ความเมตตา เป็นที่ตั้งต่อมวลมนุษยชาติอย่างแท้จริง

ข่าวล่าสุด

เปิดข้อเท็จจริงระบบพลังงาน เช็คสต๊อกน้ำมันแบบเรียลไทม์ทำได้จริงไหม?