posttoday
LGBT ในฐานะสื่อกลางแห่งวิญญาณ

LGBT ในฐานะสื่อกลางแห่งวิญญาณ

10 มิถุนายน 2561

ผมสังเกตมานานแล้วเรื่องกลุ่มข้ามเพศเยอะที่ครองพื้นที่ในธุรกิจทรงเจ้าเข้าผี

ผมสังเกตมานานแล้วเรื่องกลุ่มข้ามเพศเยอะที่ครองพื้นที่ในธุรกิจทรงเจ้าเข้าผี ได้ยินบางคนบอกว่าอาชีพนี้ถูกจริตหญิงข้ามเพศ เพราะมันเอื้อกับการแสดงหน้าแต่งตัว แต่ผมว่าคงเป็นเฉพาะคน (โดยเฉพาะคนที่ “ปลอม”) ถ้ามองในแง่มานุษยวิทยา คนข้ามเพศมีบทบาทในแง่คนทรงในหลายวัฒนธรรม ผมก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ในพม่า พวกคนทรงผีนัตโดยมากก็เป็นคนข้ามเพศ ยิ่งพม่าไม่เปิดกว้างเรื่อง LGBT เหมือนบ้านเรา อาชีพทรงนัตดูเหมือนจะเป็นทางออกให้คนที่อยากจะแสดงออกอีกเพศหนึ่ง ได้มีพื้นที่ของตัวเอง

อีกที่ที่นึกได้คือ พวกบิสซู (Bissu) ในสังคมชาวบูกิสบนเกาะสุลาเวสี ประเทศอินโดนีเซียเป็นกลุ่มผู้ชายกิริยาออกหญิงและแต่งตัวเป็นหญิง ใช้ชีวิตแบบผู้หญิง ที่ทำหน้าที่เป็นนักบวช/คนทรง (คำว่าบิสซูก็คล้ายคำว่าภิกษุอยู่เหมือนกัน ภาษาชวาเรียกว่าบีกู) ในสังคมบูกิสนั้นมีถึง 5 เพศ แต่พวกบิสซูมีอิทธิพลสูงสุดเพราะทำหน้าที่เป็นคนกลางระหว่างมนุษย์กับโลกวิญญาณ

ดูเหมือนว่า ที่เกาะชวาก็มีการใช้คนข้ามเพศในพิธีเกี่ยวกับวิญญาณเหมือนกัน แต่เพราะบรรยากาศเคร่งศาสนาในอินโดนีเซียกำลังทำลายเรื่องพวกนี้ไป

ใน The Golden Bough ตำราระดับเทพว่าด้วยศาสนาเปรียบเทียบของ Sir James George Frazer เล่าว่า มีชนเผ่าหนึ่งในแถบไซบีเรียนับถือศาสนาพื้นถิ่น นักบวชคือพวกชามาน เป็นพวกข้ามเพศจากชายเป็นหญิง บางคนเป็นชายอยู่ดีๆ มีวิญญาณผีผู้หญิงมาเข้าฝันขอร่างทรง จะขัดขืนก็ไม่ได้ ต้องใช้ชีวิตแบบผู้หญิง เพราะผีบังคับ

เขียนมาถึงขนาดนี้แล้วผมก็ยังหาคำตอบไม่ได้ ถ้าจะให้เดาก็คือ คนข้ามเพศเป็นสัญลักษณ์ของสิ่งระหว่างกลาง มีผัสสะของชายและหญิง มีประสบการณ์ 2 แบบ มีกำเนิด 2 ครั้ง จากชายเป็นหญิง หรือในทางกลับกัน

จะเรียกแบบยกย่องสุดๆ ว่าเกิดสองครั้ง (ทวิชาติ) แบบพราหมณ์ก็ได้ คือเป็นพวกที่ผ่านการ “อภิเษก” (แปลงเพศ) เป็นอีกสถานะหนึ่ง ในศาสนาแบบโบราณคนข้ามเพศ จึงมีสถานะศักดิ์สิทธิ์ไม่เหมือนคนเพศเดียวที่มีมิติทางวิญญาณแบนราบ แต่คนทรงข้ามเพศเหล่านี้มีพันธะทางจิตวิญญาณกับชุมชน จะไปใช้ความสามารถพิเศษหากินอย่างเดียวหาได้ไม่

อันนี้ผมเดาล้วนๆ บางทีมันอาจจะเป็นกลไกป้องกันตัวเองจากสังคมกดขี่ทางเพศแบบคนทรงผีนัตในพม่าก็เป็นได้ หรือบางคนอาจผสมโรงใช้ความสามารถในการแปลงร่าง แล้วตบตาหาเงินจากคนที่มืดมนหนทางในชีวิต

พูดถึงความหลากหลายทางเพศในศาสนาบุพกาล จะขอโยงไปถึง “ความหลากหลายทางเพศ” ในคณะสงฆ์ไทยสักหน่อย เมื่อเร็วๆ นี้มีคือเจ้าคุณปิง หรือพระวิสุทธิศาสนวิเทศ (กวีศิลป์ วิสุทฺธิกุโล) ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ที่ถูกกล่าวหาว่าเสพเมถุนกับชายหนุ่ม กรณีแบบนี้ไม่ใช่ว่าเพิ่งจะมี แต่มีมาแต่โบราณนานกัลป์แล้วแม้แต่ในมหาวิภังค์ ในพระวินัยปิฎก ก็ระบุกรณีศึกษาเรื่องการเสพเมถุนของพระสงฆ์ในลักษณะต่างๆ ที่นำไปสู่พระวินัย ขั้นปาราชิก

ในช่วงต้นกรุงมีเรื่องอื้อฉาวใหญ่โตเกี่ยวกับพระเถระกับหนุ่มๆ ซึ่งถูกสาวไส้เพราะกรณีพระเถระอีกกลุ่มหนึ่งมั่วสีกา แล้วจบลงด้วยกรณีพระบรมวงศ์ชายหยอกเย้าหนุ่มๆ

เท้าความย้อนกลับไปใน พ.ศ. 2385 นั้น มีโจทก์ฟ้องว่า พระพุทธโฆษาจารย์ (บุญศรี) วัดมหาธาตุ พระญาณสมโพธิ (เค็ม) วัดนาคกลางรูป กับพระมงคลเทพมุนี (จีน) วัดหน้าพระเมรุกรุงเก่า แอบมีเมียจนมีลูกหลายคนต้องอาบัติเมถุนปาราชิกมาช้านาน รัชกาลที่ 2 โปรดให้กรมหมื่นรักษ์รณเรศกับกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ทรงพิจารณาได้ความเป็นสัตย์สมดังฟ้อง จึงมีรับสั่งเอาตัวผู้ผิดไปจำไว้

แต่เรื่องไม่จบแค่นั้น

เพราะมีผู้วางบัตรสนเท่ห์โจมตีกรมหมื่นรักษ์รณเรศกับกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ว่าต้องนรกอเวจีเป็นแม่นมั่น เพราะสึกพระชั้นผู้ใหญ่ เนื้อความโจมตีแต่งเป็นโคลง ว่า

ไกรสรพระเสด็จได้ สึกชี

กรมหมื่นเจษฎาบดี เร่งไม้

พิเรนทร์แม่นอเวจี ไป่คลาด

อาจพลิกแผ่นดินได้ แม่นแม้น เมืองทมิฬ

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงกริ้วมาก คงเป็นเพราะว่า แม้โคลงจะแต่งบริภาษเจ้าทรงกรมทั้งคู่ แต่กระทบไปถึงพระองค์ที่สั่งให้ชำระอธิกรณ์ จึงสั่งให้สืบหามือดี กระทั่งทราบว่าเป็นสำนวนของกรมหมื่นศรีสุเรนทร์ ศิษย์ของพระพุทธโฆษาจารย์ (บุญศรี) ที่แค้นแทนอาจารย์ จึงสั่งให้จำขังไว้ กระทั่งสิ้นพระชนม์ในคุก

พระเจ้าแผ่นดินทรงเห็นว่าศาสนาจักหมองมัวนัก คงเพราะพระสงฆ์ไม่รู้ศีลรู้วินัย รู้อะไรควรไม่ควร จึงได้ทรงอาราธนาสมเด็จพระสังฆราช (มี) และสมเด็จพระพนรัตน (อาจ) วัดสระเกศ ให้แต่งหนังสือโอวาทานุสาสน์แนะให้พระราชาคณะและพระอุปัชฌาย์เอาใจใส่กวดขันพระสงฆ์ให้เคร่งครัดในศีลในวินัยให้มากขึ้น ส่วนการชำระความปาราชิกก็สืบสวนกวดขันขึ้นมาแต่ครั้งนั้น

สมเด็จพระพนรัตน (อาจ) ผู้แต่งหนังสือโอวาทานุสาสน์องค์นี้ รัชกาลที่ 2 ทรงโปรดมาก ถึงกับจะทรงตั้งเป็นสมเด็จพระสังฆราช โดยตั้งให้เป็นที่สมเด็จพระพนรัตน เทียบเท่ากับแคนดิเดตตำแหน่งสังฆราชแล้ว และทรงให้แห่มาอยู่วัดมหาธาตุเตรียมจะเป็นสังฆราชอยู่รอมร่อ

แต่แล้วอีก 3 ปีต่อมา เกิดเรื่องอื้อฉาวยิ่งกว่าคราวพระผู้ใหญ่ 3 รูปต้องอธิกรณ์ เมื่อมีผู้กล่าวหาว่า สมเด็จพระพนรัตน (อาจ) ประพฤติต่อศิษย์ผิดสมณสารูป โดยหยอกเหย้าศิษย์หนุ่มๆ จนเกินงาม แม้จะไม่ถึงกับอาบัติปาราชิก แต่สร้างความเสื่อมเสียอย่างมาก พระเจ้าอยู่หัวจึงโปรดให้ถอดจากสมณศักดิ์และไล่จากวัดมหาธาตุ จึงไปอยู่ที่วัดไทรทอง (ซึ่งภายหลังต่อมาได้สร้างเป็นวัดเบญจมบพิตร) จนถึงมรณภาพในรัชกาลที่ 3

เรื่องยังไม่จบเพียงแค่นั้น ฝ่ายพระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นรักษ์รณเรศ ผู้ที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 2 ทรงแต่งตั้งให้ชำระอธิกรณ์พระผู้ใหญ่ผิดพระวินัยนั้น ในเวลาต่อมากลับต้องข้อหาขบถ ถูกลดยศเป็นหม่อมไกรสร อีกทั้งยังมีการสอบสวนได้ความว่า หม่อมไกรสรเลี้ยงโขนผู้ชายไว้มาก แล้วยังคลุกคลีกับพวกผู้ชาย ไม่บรรทมกับพวกหม่อมห้ามในวัง ในหลวงรัชกาลที่ 3 ทรงไต่สวนได้ความว่า

“ทรงเป็นสวาทกับพวกละคร ไม่ถึงกับชำเรา แต่เอามือพวกละครและมือของพระองค์ท่านกำคุยหฐานของทั้งสองฝ่ายจนภาวธาตุเคลื่อน” (พูดง่ายๆ คือช่วยสำเร็จความใคร่ให้)

ในกาลต่อมาหม่อมไกรสรจึงถูกสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์ที่วัดปทุมคงคา ไม่ใช่เพราะพิศวาสเพศเดียวกัน แต่เพราะคิดร้ายต่อราชบัลลังก์

รัชกาลที่ 3 นั้นแต่ก่อนทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ผู้ที่ร่วมชำระอธิกรณ์ 3 พระเถระชั้นผู้ใหญ่ในรัชกาลที่ 2 นั่นเอง

ข่าวล่าสุด

เจาะ “หลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์” เปลี่ยนผ่านตลาดทุนไทยสู่ยุคดิจิทัล

เจาะ “หลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์” เปลี่ยนผ่านตลาดทุนไทยสู่ยุคดิจิทัล