
ทีวีดิจิตอลโอกาสธุรกิจพีซีเอ
พรหมเมศร์ ศิริสุขวัฒนานนท์
พรหมเมศร์ ศิริสุขวัฒนานนท์
การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคทีวีดิจิตอลที่เกิดขึ้นในปีนี้ จะสร้างการลงทุนขนาดใหญ่อีกครั้งของประเทศไทยในกิจการโทรทัศน์ มีตำแหน่งงานเกิดขึ้นจำนวนมาก มีช่องรายการทีวี คอนเทนต์ใหม่ๆ และแน่นอนว่าเป็นโอกาสทางธุรกิจให้หลายองค์กร โดยคาดว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนสะพัดไม่ต่ำกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท ในช่วง 3 ปีนี้
ขณะนี้จึงเริ่มมีการเคลื่อนไหวของคนในแวดวงธุรกิจมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่การประมูลโครงข่ายของผู้ให้บริการโครงข่ายทั้ง 5 มักซ์ การลงทุนของช่องรายการทั้ง 24 ช่อง และผู้จำหน่ายกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิตอล ซึ่งทั้งหมดจะเริ่มเห็นการออกอากาศประมาณกลางปีนี้
ประพัฒน์ รัฐเลิศกานต์ กรรมการผู้อำนวยการและหัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แพลนเน็ต คอมมิวนิเคชั่น เอเชีย หรือพีซีเอ เปิดเผยว่า ทีวีดิจิตอลคือโอกาสในการขยายธุรกิจของพีซีเอ จากเดิมที่เป็นผู้ให้บริการด้านสื่อสารโทรคมนาคม โดยเป็นผู้ติดตั้งระบบ (เอสไอ) และตัวแทนจำหน่ายสินค้าและอุปกรณ์เทคโนโลยีเป็นหลัก ทำให้มีความเชี่ยวชาญในด้านเทคโนโลยีเป็นอย่างดี จนเริ่มต้นพัฒนาสินค้าของตัวเองขึ้น เช่น รถดาวเทียม รถสื่อสารเคลื่อนที่ รถกวนคลื่นสัญญาณ ซอฟต์แวร์ควบคุมระบบต่างๆ ที่เกิดจากการวิจัยและพัฒนา และล่าสุดคือ กล่องรับสัญญาณทีวีดิจิตอล
จากจุดเด่นที่อยู่ในแวดวงของเทคโนโลยีด้านสื่อสารโทรคมนาคมมากว่า 20 ปี ที่ผ่านมาเป็นผู้ติดตั้งดูแลอุปกรณ์ให้กับช่องรายการทั้ง 6 ที่มีการออกอากาศอยู่แล้ว ดังนั้นการเปลี่ยนมาเป็นระบบดิจิตอลจึงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับพีซีเอ และด้วยประสบการณ์นี้ ทำให้พีซีเอเป็นผู้ให้บริการแบบครบวงจร สามารถดำเนินการได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำในธุรกิจทีวีดิจิตอล นั่นคือส่วนของโครงข่าย อุปกรณ์ส่งสัญญาณหลัก 39 สถานี อุปกรณ์ขยายสัญญาณกว่า 200 สถานีในแต่ละมักซ์ของโครงข่าย พีซีเอพร้อมร่วมประมูลอยู่แล้ว
“ตอนนี้ช่อง 5 ประมูลจบไปแล้ว ได้ข้อสรุปแล้ว ช่อง 11 อยู่ระหว่างการเตรียม ช่องไทยพีบีเอสอยู่ระหว่างการพิจารณา ช่อง 9 กำลังศึกษา นี่คือโอกาสของพีซีเอทั้งหมด ซึ่งคาดว่าจะใช้เงินลงทุนกว่า 5,000 ล้านบาทในแต่ละมักซ์ ในช่วง 23 ปีนี้” ประพัฒน์ กล่าว
ส่วนต่อมาคือ ธุรกิจช่องรายการทีวีดิจิตอล รวมถึงผู้ผลิตรายการที่ต้องลงทุนสตูดิโอและอุปกรณ์ใหม่ พีซีเอก็มีเครื่องมือเหล่านี้ครบถ้วน ขณะที่ผู้ผลิตรายเดิมและรายใหม่ต้องใช้เงินลงทุนเฉลี่ย 1,0002,000 ล้านบาท ขึ้นกับขนาดและความต้องการ หากดูจาก 24 ช่องรายการ ยังไม่รวมทีวีสาธารณะอีก 12 ช่องที่ยังไม่สรุปออกมาครบ คาดว่าจะมีเม็ดเงินเกิดขึ้นไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาท ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านนี้
ซึ่งพีซีเอจะเข้าไปมีส่วนร่วมด้วยแน่นอน
ด้านธุรกิจปลายน้ำคือ กล่องรับสัญญาณทีวีดิจิตอล คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. โดยจาก 22 ล้านครัวเรือนในไทยพีซีเอตั้งเป้าส่วนแบ่ง 5% หรือประมาณ 1 ล้านครัวเรือน โดยตัวกล่องของพีซีเอเป็นกล่องระดับไฮเอนด์ ราคา 1,495 บาท เนื่องจากในตลาดมีการแข่งขันสูงมาก และต้องแข่งราคา ซึ่งไม่ใช่แนวทางของพีซีเอ เพราะจุดแข็งของพีซีเอคือการเป็นผู้นำเทคโนโลยี
“ตัวกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิตอลของพีซีเอ ทำจากวัสดุอลูมิเนียมคุณภาพดี เลือกชิพประมวลผลอย่างดี ทำการประกอบในประเทศไทย และกลางปีนี้มีแผนจะผลิตกล่องในประเทศไทยเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมในประเทศ จากปัจจุบันที่ประกอบในไทย ที่สำคัญจะมีกล่องรุ่นที่ 2 และ 3 คือสามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตและดูทีวีดาวเทียมได้ในกล่องเดียว ทุกกล่องรับประกัน 2 ปี และมีบริการคอลเซ็นเตอร์ โดยจะมีวางขายในศูนย์การค้า โมเดิร์นเทรด และไฮเปอร์มาร์เก็ต” ประพัฒน์ กล่าว
ทั้งนี้ ที่ผ่านมารายได้จากธุรกิจเอสไอและตัวแทนจำหน่ายเป็นรายได้หลักของพีซีเอ แต่หลังจากนี้ธุรกิจทีวีดิจิตอลถือว่าจะเป็นพระเอกมาสร้างการเปลี่ยนแปลง ทำให้รายได้จากสินค้าและบริการของพีซีเอเองเพิ่มสูงขึ้น และจะมีส่วนเพิ่มรายได้จากบริการหลังการขายอีกด้วย ถือเป็นการสร้างการเติบโตของธุรกิจระยะยาว และล่าสุดเตรียมจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ คาดว่าจะเข้าซื้อขายได้ในครึ่งแรกของปีนี้
มากกว่าแค่การซื้อมาขายไป
นอกจากตลาดในประเทศ พีซีเอยังมองโอกาสในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านที่ใช้ทีวีดาวเทียมที่เป็นลูกค้าของพีซีเออยู่ ยิ่งหากเปิดเออีซี การขยายธุรกิจไปต่างประเทศก็จะสะดวกมากขึ้น จึงเชื่อว่าจะรักษาการเติบโตไม่ต่ำกว่า 20% ใกล้เคียงกับปี 2556
นี่คือสิ่งยืนยันว่าทีวีดิจิตอลคือโอกาสในการขยายธุรกิจของพีซีเออย่างชัดเจน







