
ระเบียบรถคันแรกหลากมาตราฐาน "กรมสรรพสามิต"
โครงการคืนภาษีสรรพสามิตรถยนต์คันแรกถือเป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จอย่างมากของรัฐบาล เพราะทำให้ยอดจำหน่ายรถยนต์ของเมืองไทยเติบโตในแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และมีส่วนสำคัญในการผลักดันให้ประเทศไทยมียอดผลิตรถยนต์ถึง 2 ล้านคัน ซึ่งในแง่ภาพรวมของนโยบาย ยอมรับว่าได้รับการตอบรับจากประชาชนล้นหลาม เห็นได้จากยอดการใช้สิทธิรถยนต์คันแรกที่น่าจะพุ่งไปแตะที่ 1 ล้านคัน ภายในสิ้นปี 2555 ค่อนข้างแน่
โครงการคืนภาษีสรรพสามิตรถยนต์คันแรกถือเป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จอย่างมากของรัฐบาล เพราะทำให้ยอดจำหน่ายรถยนต์ของเมืองไทยเติบโตในแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และมีส่วนสำคัญในการผลักดันให้ประเทศไทยมียอดผลิตรถยนต์ถึง 2 ล้านคัน ซึ่งในแง่ภาพรวมของนโยบาย ยอมรับว่าได้รับการตอบรับจากประชาชนล้นหลาม เห็นได้จากยอดการใช้สิทธิรถยนต์คันแรกที่น่าจะพุ่งไปแตะที่ 1 ล้านคัน ภายในสิ้นปี 2555 ค่อนข้างแน่
สำหรับกฎเกณฑ์ระเบียบของรถยนต์คันแรกที่ควบคุมโดยกรมสรรพสามิต เมื่ออ่านดูตามประกาศนี้ก็ไม่น่าจะทำให้เกิดปัญหามากนัก หากทุกฝ่ายปฏิบัติตามตัวบทกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา และหน่วยงานราชการที่กินภาษีประชาชนอย่างกรมสรรพสามิตที่จะยืนอยู่ข้างความถูกต้องมากกว่าข้างนายทุน
ความ “ไม่ชอบมาพากล” ของการตีความในเรื่องเกณฑ์รถยนต์ที่เข้าสิทธิรถคันแรกเกิดขึ้นเมื่อต้นปี 2555 ที่ปรากฏว่ามีรถยนต์ “เกีย พิคันโต” ซึ่งรู้กันทั้งวงการว่าเป็นรถยนต์นำเข้าจากประเทศเกาหลี โชว์อยู่ในงานนี้ด้วย แถมที่ตัวยังมีสติกเกอร์ คำว่า “Made in Korea” ติดอยู่ที่กระจกข้างด้วย แต่ทุกอย่างก็เงียบหายไป
และความไม่ชอบมาพากลก็เกิดขึ้นอีกครั้งในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ ที่ค่ายรถยนต์ยักษ์อย่าง โตโยต้า นำรถที่ยังไม่ผลิตและจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยมาเปิดรับจองเพื่อใช้สิทธิรถคันแรก โดยมีเพียงโบรชัวร์และใบประกาศราคาให้ลูกค้าเห็นเท่านั้น
การใช้โบรชัวร์รับจองรถโดยไม่มีรถยนต์มาโชว์ สร้างความงุนงงให้กับค่ายรถยนต์ต่างๆ อย่างมาก เพราะทุกค่ายต่างได้รับข้อมูลจากกรมสรรพสามิตเหมือนกันว่า รถยนต์ที่สามารถเข้าข่ายใช้สิทธิได้ต้องผลิตภายในปีนี้ แต่ โตโยต้า วีออส ใหม่ ยังไม่มีการยืนยันว่าผลิตและจำหน่าย เหตุใด จึงใช้สิทธิดังกล่าวได้
ทั้งนี้ ในช่วงแรก สมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต ได้ออกมาให้สัมภาษณ์อย่างจริงจัง ว่า วีออส ใหม่ไม่สามารถใช้สิทธิรถคันแรกได้ เพราะไม่ได้ผลิตและจำหน่ายอย่างเป็นทางการในปีนี้
ขณะที่ฝ่ายบริหารของโตโยต้ายืนยันว่า ได้ทำตามระเบียบของกรมสรรพสามิตทุกประการ เพราะได้ผลิตรถรุ่นดังกล่าวแล้ว 34 คัน และนำไปยื่นเสียภาษีสรรพสามิตแล้ว โดยรถที่ผลิตขึ้นไปใช้ในกิจการของบริษัท
เหตุผลของโตโยต้าในช่วงต้นสร้างความกังขาให้กับวงการอย่างยิ่ง เพราะรถวีออสใหม่นั้นเป็นรถที่ทางโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศญี่ปุ่น วางแผนว่าจะเปิดตัวในช่วงเดือน มี.ค.ปีหน้า จากการให้สัมภาษณ์ของอาคิโอะ โตโยดะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น ในงานฉลองครบรอบ 50 ปี โตโยต้า ในประเทศไทย
นั่นหมายความว่า การเปิดจำหน่าย โตโยต้า วีออส ใหม่ ของโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย นั้น “ออฟไซต์” นโยบายของบริษัทแม่อย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม หลังจากค่ายรถยนต์ทั้งหลายแสดงความกังขาในเรื่องนี้ กรมสรรพสามิตได้มีหนังสือถึงกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยระบุถึงรายละเอียดของรถยนต์ที่สามารถเข้าข่ายรถคันแรกว่า
“ต้องเป็นรถยนต์ที่ผลิตและจำหน่ายต่อสาธารณชนอย่างเป็นทางการ” โดยเพิ่มคำว่าจำหน่ายต่อสาธารณชนอย่างเป็นทางการขึ้นมา เพื่อสำทับว่า วีออส ใหม่นั้นไม่เข้าข่าย
แต่ใช่ว่าเรื่องนี้จะจบลงง่าย เพราะในช่วงต้นเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา ปรากฏว่า ฝุ่นตลบ กรมสรรพสามิตอย่างหนัก และในเวลาไม่นานโตโยต้าออกแถลงการณ์ว่า วีออส ใหม่เข้าข่ายรับสิทธิคืนภาษีรถคันแรกได้ เนื่องจากได้ผลิตแล้ว 74 คัน ยื่นเสียภาษีแล้ว แต่ที่เปิดเผยโฉมหน้ารถไม่ได้ เพราะจะส่งผลกระทบต่อการเปิดตัวในปีหน้า
แถลงการณ์ของโตโยต้ายิ่งสร้างความสับสนให้กับวงการ เพราะคำว่า “จำหน่าย” และ “ผลิต” ที่เป็นที่เข้าใจกันมาตลอดนั้น ไม่ใช่อย่างที่คิดเสียแล้ว คำว่าจำหน่ายที่ทุกฝ่ายเข้าใจคือ การนำรถมาแสดงและเปิดตัวเพื่อจำหน่าย แต่สิ่งที่โตโยต้าทำกับวีออสใหม่ คือ การรับจอง หรือ Booking เท่านั้น
และที่น่าแปลกใจที่สุดคือ สมชายที่เคยให้สัมภาษณ์ ว่า วีออส ใหม่ไม่เข้าข่าย แต่คล้อยหลังไปเพียง 10 วัน ความเห็นเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ โดยบอกว่าได้อนุมัติให้รถยนต์โตโยต้า วีออส โฉมใหม่ ได้รับสิทธิคืนเงินภาษีตามนโยบายรถคันแรก เพราะพบว่าโรงงานผลิตรถยนต์ของโตโยต้ามีการผลิตแล้ว 7080 คัน และเสียภาษีสรรพสามิตแล้ว จึงเข้าข่ายได้รับสิทธิคืนเงินภาษี ส่วนการจำหน่ายนั้นเป็นหน้าที่ของผู้ประกอบการว่าจะดำเนินการอย่างไร ไม่ใช่หน้าที่ของกรมสรรพสามิต ที่สำคัญยังย้ำว่า หากค่ายรถยนต์ค่ายอื่นๆ อยากทำอย่างนี้บ้าง ก็ทำได้เลย แล้วกรมสรรพสามิตจะอนุมัติให้เหมือนกัน
คำตัดสินของกรมสรรพสามิตครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความไม่เท่าเทียมในวงการรถยนต์อย่างมาก และทำให้ค่ายรถยนต์ที่ปฏิบัติตามกฎระเบียบต่างๆ ต้องอยู่ในฐานะ “เสียเปรียบ” อย่างมาก เพราะการใช้เพียงโบรชัวร์ ขายรถในอนาคตนั้น ใครๆ ก็ทำได้ แต่ไม่มีใครทำ เพราะถือเป็นเรื่อง “ผิดมารยาท”
ขณะที่กรมสรรพสามิตกลับสนับสนุนให้เรื่อง “ผิดมารยาท” กลายเป็นเรื่อง “ถูกต้อง” และเป็นการ “ตบหน้า” ค่ายรถยนต์ทุกค่ายที่เคารพกติกาที่กรมสรรพสามิตเป็นผู้กำหนด
นับจากนี้ ศักดิ์ศรี ของกรมสรรพสามิต ตั้งแต่รัฐมนตรีที่กำกับดูแล อธิบดี ข้าราชการคงไม่มีให้เห็นแล้วในสายตาคนในวงการรถยนต์







