posttoday

รัสเซียกับตะวันตกกำลังโน้มน้าวให้จีนกับอินเดียเลือกข้างในสงครามยูเครน

02 เมษายน 2565

จีนกับอินเดียกลายเป็นสมรภูมิแย่งชิงระหว่างตะวันตกกับรัสเซียที่ต้องการให้ทั้งสองประเทศนี้เลือกข้างในสงครามยูเครน

CNBC ระบุว่า การรุกรานยูเครนของรัสเซียนำมาสู่ความขัดแย้งครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายศตวรรษระหว่างรัสเซียกับชาติตะวันตก โดยทั้งสองประเทศกำลังโน้มน้าวให้จีนและอินเดียเลือกข้างในความขัดแย้งนี้

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (30 มี.ค.) ทั้งรัสเซียและอังกฤษส่งรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของตัวเองไปเยือนอินเดีย โดยมีเป้าหมายคล้ายกันคือดึงรัฐบาลนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี มาเป็นพวกเรื่องการค้าและสงครามในยูเครน

ก่อนเดินทางไปอินเดีย ลิซ ทรัสส์ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศอังกฤษเผยว่า จุดประสงค์ของอังกฤษคือการเน้นย้ำให้รัฐบาลอินเดียเห็นว่า “ความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นระหว่างอังกฤษและอินเดียจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยในอินโดแปซิฟิกและทั่วโลก และสร้างงานและโอกาสในทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของการรุกรานยูเครนโดยปราศจากการยั่วยุของรัสเซีย”

ส่วน เซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย ต้องการยกระดับความสัมพันธ์ทางการค้าและขายน้ำมันให้อินเดียเพิ่มขึ้น ในขณะที่รัสเซียถูกยุโรปและสหรัฐบอยคอตการนำเข้าน้ำมัน

ก่อนหน้านี้ ดาลีป ซิงห์ หนึ่งในที่ปรึกษาระดับอาวุโสของสหรัฐก็เดินทางไปอินเดีย เพื่อหารืออย่างใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสของอินเดียในประเด็นผลพวงของสงครามยูเครน และการบรรเทาผลกระทบของสงครามต่อเศรษฐกิจโลก

CNBC ระบุว่า ประเทศตะวันตกซึ่งออกมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียพยายามปิดเส้นทางการหาเงิน อาทิ การเสนอขายน้ำมันและก๊าซในอินเดียและจีน ส่วนรัสเซียก็พยายามหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรผ่านความสัมพันธ์ที่สร้างไว้กับประเทศเพื่อนบ้านในเอเชีย

ทั้งอินเดียและจีนต่างก็ระมัดระวังเกี่ยวกับสงคราม จีนกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนต่างๆ ที่สงครามจะมีต่อความสัมพันธ์ระดับโลกและการค้า ส่วนอินเดียเองก็มีความสัมพันธ์ทางการทหารกับรัสเซียและยังต้องซื้อน้ำมันจากรัสเซีย

นักวิเคราะห์มองว่าทั้งจีนและอินเดียต้องการให้มีการหยุดยิงโดยเร็วที่สุด แม้ว่าประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน จะยังไม่มีทีท่าว่าว่าจะยุติความขัดแย้ง

อันคิต แพนดา Carnegie Endowment for International Peace เผยกับ CNBC ว่า “จุดยินของอินเดียสร้างความประหลาดใจไปทั่วโลก จากการงดออกเสียงในสหประชาชาติ การไม่ประณามรัสเซีย และหลายคนเชื่อว่าเป็นเพราะความสัมพันธ์ทางการทหารกับรัสเซียและการพึ่งพาอาวุธยุทโธปกรณ์จากรัสเซีย แต่มันไม่ใช่ประเด็นที่ตรงไปตรงมา ผมคิดว่าอินเดียต้องการให้หยุดยิงและยุติสงครามโดยเร็ว”

แพนดากล่าวว่า อินเดียวางแผนนโยบายโดยคำนวณว่าราคาน้ำมันอยู่ที่ 75 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แต่สงครามดันราคาขึ้นไปสูงกว่า 100 เหรียญสหรัฐ และนั่นคืออีกหนึ่งเหตุผลที่อินเดียไม่สามารถตัดสัมพันธ์กับผู้ส่งออกน้ำมันอย่างรัสเซีย โดยเร็วๆ นี้อินเดียซื้อน้ำมันจากรัสเซียที่ขายในราคาถูกหลังจากตะวันตกเตรียมลดการน้ำเข้าพลังงานจากรัสเซีย

ส่วนตัวปูตินก็ได้เพาะสร้างความสัมพันธ์ที่สนิทสนมกันกับผู้นำอินเดียและจีน เมื่อปี 2019 ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงถึงกับออกปากเรียกปูตินว่า “เพื่อนรัก” และก่อนพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว ผู้นำของสองประเทศได้ลงนามในแถลงการณ์ที่ตอนหนึ่งระบุว่า ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศไม่มีขีดจำกัด

CNBC ระบุว่า จีนอยู่ข้างรัสเซียในการเรียกร้องให้นาโตหยุดรับสมาชิกใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่รัสเซียกังวลเกี่ยวกับยูเครน

มาร์โค แพปิก นักยุทธศาสตร์จาก Clocktower Group เผยกับ CNBC ว่า “นี่ดูเหมือนระเบียบโลกแบบ 2 ขั้ว ขณะนี้ดูเหมือนตะวันตกได้สร้างความสัมพันธ์ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกครั้งใหม่ และจีนอยู่ข้างรัสเซีย นั่นคือสิ่งที่ตะวันตกรับรู้ จีนต้องระมัดระวังในการดำเนินการในระดับการทูต”

แพปิกเผยอีกว่า “จีนกำลังรับมือเรื่องราวที่ซับซ้อนนี้ด้วยการส่งสัญญาณไปยังทุกคนว่าตัวเองไม่ได้อยู่ข้างรัสเซีย และไม่ได้อยู่ข้างสหรัฐ และดูเหมือนว่ามันยังไม่เพียงพอ ในโลกของโซเชียลมีเดีย ในทวิตเตอร์ คุณจะไปอยู่ข้างหนึ่งหรืออีกข้างหนึ่งอย่างรวดเร็ว และผมไม่คิดว่าจีนอยากถูกแบน”

CNBC ระบุว่า ปูตินยังเพาะสร้างความสัมพันธ์ (ซึ่งตะวันตกมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อระเบียบโลก) กับโมดี ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำประเทศกลุ่ม BRICS (บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้)

เยนส์ สโตลเทนเบิร์ก เลขาธิการนาโต เตือนว่า “เราได้เข้าสู่ยุคใหม่ของความมั่นคงระดับโลก ซึ่งอำนาจเผด็จการ เช่น รัสเซียและจีน กำลังท้าทายต่อหลักการสำคัญสำหรับความมั่นคงของเราอย่างเปิดเผย และพยายามที่จะเขียนระเบียบระหว่างประเทศซึ่งสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองของเราต้องพึ่งพิงขึ้นใหม่ทั้งหมด”

ที่น่ากังวลไปกว่านั้นสำหรับตะวันตกคือ รัสเซียอาจมองหาการกระชับความสัมพันธ์กับประเทศที่เป็นกลางอื่นๆ นอกจากจีนและอินเดีย

รายงานของ Economist Intelligence Unit ระบุว่า “2 ใน 3 ของประชากรโลกอาศัยอยู่ในประเทศที่เป็นกลางหรือประเทศที่เอนเอียงไปทางรัสเซียในสงครามยูเครน” ส่วนประชากรโลกอีก 36% อาศัยอยู่ในประเทศที่ประณามรัสเซียและออกมาตรการคว่ำบาตรเศรษฐกิจรัสเซีย อาทิ สหรัฐ ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย แคนาดา และอังกฤษ

“จนถึงขณะนี้เกือบ 1 ใน 3 ของประชากรโลกอาศัยอยู่ในประเทศที่ยังคงเป็นกลาง”

รายงานระบุอีกว่า กลุ่มประเทศที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด อาทิ อินเดีย บราซิล ซาอุดีอาระเบีย แอฟริกาใต้ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ “จะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อหลีกเลี่ยงการเลือกข้าง และแสวงหาประโยชน์จากความเป็นกลางที่ชัดเจนของพวกเขา” ขณะที่อีก 32% ของประชากรโลกอาศัยอยู่ในประเทศที่รัฐบาลสนับสนุนรัสเซีย

อาแกธ เดอมาเฮส์ จาก Economist Intelligence Unit เผยว่า “ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า รัสเซีย (และจีน) จะทุ่มเทความพยายามในการดึงดูดประเทศที่เป็นกลางและไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศกำลังพัฒนา การสร้างความสัมพันธ์จากเครื่องมืออื่นๆ เช่น การทูตวัคซีน รัฐบาลจีนและรัสซียจะสร้างแนวร่วมที่เป็นปฏิปักษ์กับตะวันตก ผลสุดท้ายอิทธิพลของตะวันตกจะลดลงและต้องล่าถอยไปจากประเทศกำลังพัฒนา”

ข่าวล่าสุด

AIS หนุนทหารชายแดน ลงพื้นที่มอบซิม อ.พนมดงรัก เสริมแกร่งระบบสื่อสาร