posttoday
AI Chatbot กับการใช้งานเชิงสุขภาพจิต จุดที่ช่วยได้และช่วยไม่ได้

AI Chatbot กับการใช้งานเชิงสุขภาพจิต จุดที่ช่วยได้และช่วยไม่ได้

24 กรกฎาคม 2569

AI Chatbot กำลังกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้ผู้คนระบายปัญหาชีวิตและสุขภาพจิต แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าไม่อาจทดแทนนักจิตบำบัดได้ พร้อมชี้ทั้งโอกาสและความเสี่ยง

ปัจจุบันเราพบเห็นการนำ AI มาปรึกษาปัญหากันทั่วไป ตั้งแต่การทำงาน ชีวิตประจำวัน ตลอดจนเรื่องส่วนตัว บางรายถึงขั้นใช้เป็นเพื่อนคู่คิดหรือที่ปรึกษาปัญหาชีวิตในเรื่องบอกใครไม่ได้ เพื่อแบ่งเบาภาระความกดดันในชีวิต แม้ผู้เชี่ยวชาญจะออกโรงเตือนว่าไม่ควรทำแบบบนั้นก็ตาม

 

วันนี้เราจะมาพูดถึงการใช้ AI มารับฟังเรื่องราว ตลอดจนประโยชน์ในด้านจิตเวช

 

AI Chatbot กับการใช้งานเชิงสุขภาพจิต จุดที่ช่วยได้และช่วยไม่ได้

 

เมื่อ AI Chatbot กำลังกลายเป็นพื้นที่ส่วนตัวปรึกษาปัญหาชีวิต

 

การสำรวจนี้มาจากทีมวิจัยแห่ง Leiden University ที่พบว่า ผู้คนเริ่มหันไปพึ่งพา AI Chatbot กันมากขึ้นเรื่อยๆ ในการสำรวจตัวอย่าง 4,600 คนพบว่า Chatbot กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งช่องทางรับฟังปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต และได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง ทั้งในกลุ่มวัยรุ่นหรือผู้มีปัญหาสุขภาพจิตตั้งแต่ต้น

 

เหตุผลหลักที่ทำให้ผู้คนหันไปหา AI Chatbot มาจาก ความกลัวการถูกตัดสิน ที่แซงหน้าประเด็นในด้านค่าใช้จ่ายหรือรอคิวพบแพทย์อยู่ที่ 35.25% จากผู้ใช้งานรวม ได้รับความนิยมในกลุ่มวัยรุ่นที่มีการใช้งานราว 12.5% และกลุ่มผู้มีปัญหาสุขภาพจิตท่ามีการใช้งานกว่า 49% เลยทีเดียว

 

ผู้ใช้งานจำนวนมากในแบบทดสอบให้ความเห็นว่า คำแนะนำจาก AI ช่วยเหลือได้มาก โดยอาจมีประโยชน์เทียบเท่าหรือมากกว่าคำแนะนำจากนักจิตบำบัดหรือจิตแพทย์มืออาชีพ และมองว่านี่ถือเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่ปลอดภัยซึ่งพวกเขาจะแสดงตัวตนหรือความเห็นอย่างไรก็ได้ อีกทั้งยังให้คำตอบอย่างชัดเจน รวดเร็ว และไม่มีการตัดสินอีกด้วย

 

นั่นเป็นเหตุผลให้ตลาด AI ด้านสุขภาพจิตกำลังขยายตัวอย่างเงียบๆ ในช่วงปี 2025 มูลค่าตลาดในส่วนนี้ทั่วโลกอยู่ที่ 1.3 พันล้านดอลลาร์(ราว 4.3 หมื่นล้านบาท) แต่คาดว่าภายในปี 2035 มูลค่าตลาดอาจเติบโตก้าวกระโดดไปถึง 1.49 หมื่นล้านดอลลาร์(ราว 4.96 แสนล้านบาท) เลยทีเดียว

 

นั่นทำให้หลายภาคส่วนมองว่านี่เป็นตลาดที่น่าสนใจ หรืออาจต้องหันมาให้ความเอาใจใส่อย่างจริงจัง

 

AI Chatbot กับการใช้งานเชิงสุขภาพจิต จุดที่ช่วยได้และช่วยไม่ได้

 

ข้อจำกัดที่ทำให้ AI Chatbot ไม่เหมาะกับการปรึกษาสุขภาพจิต

 

ตามที่กล่าวไว้ข้างต้นผู้เชี่ยวชาญ นักจิตบำบัด และจิตแพทย์ทั้งหลายพร้อมใจกันให้ความเห็นว่า AI Chatbot ไม่ใช่เครื่องมือที่เหมาะสมในรักษาอาการทางจิตนัก แม้ปัจจุบันนี่จะกลายเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่คนไข้และผู้เข้ารับคำปรึกษาหันไปพึ่งพามากขึ้นก็ตามแต่ยังน่ากังวลในหลายด้าน

 

 ที่เป็นแบบนั้นเนื่องจากแม้ AI จะให้ความเห็นและปลอบโยนโดยไม่คำตัดสินจนหลายคนชื่นชอบ แต่แน่นอนว่า AI ส่วนใหญ่มีทิศทางให้กำลังใจผู้ใช้งานเสมอ ใช้คำพูดที่ดูเข้าอกเข้าใจ พร้อมมอบการสนับสนุนทางอารมณ์ แต่ AI ไม่เคยเข้าใจอารมณ์ของเราจริงๆ มันแค่มอบความเห็นที่เราน่าจะชื่นชอบมาให้ผ่านการวิเคราะห์ฐานข้อมูลร่วมกับประวัติการใช้งานเท่านั้น

 

สิ่งนี้นับว่าอันตรายเป็นอย่างยิ่งเพราะอาจนำไปสู่การเออออตามผู้ใช้ในทุกเรื่อง ซึ่งอาจนำไปสู่อาการหลงผิดและอาการทางจิตประเภทอื่น โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง อีกทั้ง AI อาจให้คำแนะนำที่ผิดพลาดและเป็นภัยต่อผู้ใช้งานได้ เพราะการพยายามเอาใจมากเกินไป แทนที่จะเตือนให้ไปพบแพทย์เพื่อขอรับความช่วยเหลือ

 

การใช้งานมันเป็นเวลานานอาจก่อให้เกิดการพึ่งพา AI มากเกินไปของผู้ใช้งาน จนอาจทำให้ผู้ใช้งานเสียทักษะสื่อสารและเข้าสังคมในชีวิตจริง อีกทั้งการให้คำตอบชัดเจนทุกเรื่องในทันทีไม่ใช่ผลดีเสมอไป เพราะในโลกจริงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์เป็นสิ่งซับซ้อน จนอาจทำให้ขาดความอดทนกับความสัมพันธ์ของมนุษย์จนคล้ายกับอาการสมาธิสั้นได้

 

โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีอาการทางจิตสิ่งนี้เป็นอันตรายมาก เพราะการดูแลสุขภาพจิตต้องอาศัยความไว้ใจ ความเห็นอกเห็นใจ และความรู้ความชำนาญ แม้จะพัฒนามาดูดีแต่ AI ก็ไม่ได้มีมาตรฐานวิชาชีพหรือกฎหมายมารองรับ ซึ่งอาจให้คำแนะนำผิดพลาด หรือมองไม่เห็นสัญญาณอันตรายจากผู้ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน จนนำไปสู่โศกนาฎกรรมในที่สุด

 

ทั้งหมดเป็นเหตุผลให้นักจิตบำบัดไม่แนะนำการใช้ AI Chatbot รับหน้าที่ให้คำปรึกษามากนัก

 

AI Chatbot กับการใช้งานเชิงสุขภาพจิต จุดที่ช่วยได้และช่วยไม่ได้

 

จุดเด่นของ AI Chatbot ที่เครื่องมืออื่นทำไม่ได้

 

จริงอยู่การนำมาทดแทนนักบำบัดหรือจิตแพทย์โดยตรงเป็นสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญไม่แนะนำ แต่ในมุมมองของพวกเขานี่อาจเป็นเครื่องมือสนับสนุนการบำบัดจิตได้เช่นกัน โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีอาการกำเริบกะทันหัน และอาจกลายเป็นอีกหนึ่งเส้นทางเชื่อมโยงให้คนไข้เข้ามารับการบำบัดรักษาง่ายขึ้น

 

นอกจากเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้แก่ผู้ใช้งานแล้ว โดยพื้นฐาน AI Chatbot ยังเป็นเครื่องมือที่เข้าถึงง่าย สามารถพูดคุยได้ตลอดเวลาไม่มีวันหยุด มีต้นทุนในการเข้าถึงต่ำ พร้อมสำหรับให้ความช่วยเหลือได้ทันทีโดยไม่ต้องลำบากนัดหรือรอคิว ในทางหนึ่งจึงสะดวกเป็นอย่างมาก

 

อันดับถัดมาถึงมีโอกาสให้ความเห็นเชิงลบจนนำไปสู่อาการหลงผิดหรือเสียชีวิต แต่ AI ก็สามารถให้การสนับสนุนทางอารมณ์ปัจจุบันทันด่วนได้ดี กระตุ้นให้กลับมาทบทวนย้อนมอดูตัวเอง พร้อมช่วยเปลี่ยนความคิดและมุมมองต่อปัญหา จนอาจช่วยลดอาการวิตกกังวและซึมเศร้าได้ หากมีการใช้งานอย่างถูกวิธี

 

ล่าสุดยังมีแนวคิดในการพัฒนา AI Chatbot สำหรับตรวจจับสัญญาณของภาวะซึมเศร้า โดยเฉพาะ อาศัยข้อมูลการติดต่อสื่อสารของผู้ใช้งาน ตั้งแต่น้ำเสียง จังหวะการพูด การใช้คำ โทนเสียง ตลอดจนรูปแบบการพิมพ์มาเป็นฐาน เพื่อเป็นเครื่องมือคัดกรองผู้มีความเสี่ยง เพื่อเตรียมส่งไปเข้ารับการประเมินเพิ่มเติม แบบเดียวกับระบบแจ้งเตือนของสมาร์ทวอช

 

AI Chatbot จึงอาจเป็นประโยชน์อย่างมากต่อผู้ป่วยที่ในระยะแรก ที่ไม่รู้จะเริ่มขอความช่วยเหลืออย่างไรดี

 

 

 

 

แน่นอนนี่ยังเป็นเพียงขั้นต้นหากต้องการนำไปใช้จริงต้องได้รับการพัฒนาและทดสอบทางคลินิกกันอีกมาก อย่างไรก็ตามท่าทีของผู้เชี่ยวชาญไม่ได้ต่อต้านเทคโนโลยีเสียทีเดียว เพราะเราไม่สามารถปฏิเสธได้อีกต่อไปว่า ผู้ใช้งานเริ่มปรับตัวเข้าหาความสบายใจรูปแบบใหม่ ที่อาจทำให้เรื่องทางจิตเวชทั้งสะดวกสบายและซับซ้อนยิ่งขึ้น

 

คงต้องรอดูกันต่อไปว่า AI Chatbot จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อการรักษาอาการทางจิตแค่ไหน

 

 

 

ที่มา

 

https://sph.brown.edu/news/2025-11-18/teens-ai-chatbots

 

https://theconversation.com/ai-cant-replace-mental-health-therapists-but-heres-where-it-might-make-a-difference-285948

 

ข่าวล่าสุด

หุ้นไทยเจอศึกสองด้าน! น้ำมันพุ่ง-สหรัฐฯ เก็บภาษีไทย 12.5% SET เสี่ยงร่วง

หุ้นไทยเจอศึกสองด้าน! น้ำมันพุ่ง-สหรัฐฯ เก็บภาษีไทย 12.5% SET เสี่ยงร่วง