หลายประเทศเร่งสอบหลังพบผู้เสียชีวิตหลังฉีดวัคซีนโควิด

วันที่ 03 มี.ค. 2564 เวลา 14:30 น.
หลายประเทศเร่งสอบหลังพบผู้เสียชีวิตหลังฉีดวัคซีนโควิด
มีรายงานผู้เสียชีวิตหลังฉีดวัคซีนโควิด-19 ในหลายประเทศ แต่ยังคงไม่ยืนยันว่าเกี่ยวข้องกับวัคซีนแต่อย่างใด ซึ่งทางการกำลังเร่งตรวจสอบเพื่อหาคำตอบต่อไป

วันนี้ (3 มี.ค.) สำนักข่าวท้องถิ่นเกาหลีใต้รายงานว่าทางการเกาหลีใต้กำลังตรวจสอบสาเหตุการเสียชีวิตของชาวเกาหลีใต้ 2 คนซึ่งเสียชีวิตเพียงไม่กี่วันหลังเข้ารับการฉีดวัคซีนต้านโรคโควิด-19 ของแอสตราเซเนกา (AstraZeneca)

โดยผู้เสียชีวิตรายแรกอายุ 63 ปีมีไข้สูงหลังได้รับวัคซีนดังกล่าวและเสียชีวิตด้วยภาวะปอดอักเสบและโลหิตเป็นพิษ สำหรับรายที่สองอายุประมาณ 50 ปี มีโรคประจำตัวคือโรคหัวใจและเบาหวาน เสียชีวิตด้วยภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันหลังได้รับวัคซีนตัวเดียวกัน

เช่นเดียวกับในฮ่องกงซึ่งมีชายวัย 63 ปี มีอาการหายใจติดขัดและเสียชีวิตหลังได้รับวัคซีนต้านโรคโควิด-19 เพียง 2 วันซึ่งคาดเป็นของซิโนแวค (Sinovac) เนื่องจากเป็นวัคซีนชนิดเดียวที่ฮ่องกงอนุมัติในขณะนี้

ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิตมีอาการป่วยเรื้อรังรวมถึงมีโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจอยู่ก่อนแล้ว อย่างไรก็ตามยังไม่มีการยืนยันว่าการเสียชีวิตเกี่ยวข้องกับการฉีดวัคซีน

เมื่อวันที่ 1 มี.ค. ที่ผ่านมาประเทศญี่ปุ่นก็มีรายงานผู้เสียชีวิตหลังได้รับวัคซีนเป็นรายแรกของประเทศ โดยผู้เสียชีวิตเป็นหญิงวัยประมาณ 60 ปีไม่มีโรคประจำตัวและประวัติการแพ้ยาซึ่งได้รับวัคซีนของไฟเซอร์ (Pfizer) ก่อนที่จะมีอาการเลือดออกในสมองและเสียชีวิต

อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถระบุได้ว่าการเสียชีวิตเกี่ยวข้องกับวัคซีน แต่รัฐบาลยืนยันว่าจะจ่ายค่าชดเชยหากพิสูจน์ได้ว่าหญิงคนดังกล่าวเสียชีวิตเนื่องจากผลข้างเคียงของวัคซีน

นอกจากนี้ในช่วงต้นปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันได้มีรายงานผู้เสียชีวิตในอีกหลายประเทศ อาทิ ในเดือน ม.ค. นอร์เวย์และสหรัฐมีรายงานการเสียชีวิตของประชาชนหลังได้รับวัคซีนต้านโควิด-19 พร้อมเตือนว่าการฉีดวัคซีนในผู้สูงอายุและผู้ที่มีประวัติการแพ้รุนแรงอาจมีผลข้างเคียงที่อันตราย

อย่างไรก็ตามศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยืนยันให้ประชาชนฉีดวัคซีนเพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของโรค พร้อมย้ำว่ายังไม่มีเคสใดในโลกที่ได้รับการยืนยันว่าเสียชีวิตเนื่องจากวัคซีน

Photo by Sabah ARAR / AFP