
อิหร่านประกาศพร้อมหยุดโจมตี หากสหรัฐระงับการถล่มต่อ
อิหร่านประกาศพร้อมยุติการโจมตี หากสหรัฐฯ คงการระงับปฏิบัติการทางอากาศ ท่ามกลางความพยายามเปิดทางการทูตและความกังวลด้านกำลังรบ
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านเปิดเผยกับ Reuters เมื่อวันอาทิตย์ (27 ก.ค.) ว่า อิหร่านพร้อมยุติการโจมตีตอบโต้ตราบใดที่สหรัฐฯ ยังคงระงับการโจมตีทางอากาศ โดยย้ำจุดยืนของเตหะรานว่า "โจมตีแลกโจมตี" หากการโจมตีจากสหรัฐฯ ยุติลง อิหร่านก็จะยุติปฏิบัติการเช่นกัน พร้อมระบุว่าได้ส่งสารดังกล่าวไปยังรัฐบาลสหรัฐฯ แล้ว
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระงับปฏิบัติการโจมตีอิหร่านตั้งแต่ช่วงปลายวันศุกร์ (25 ก.ค. ตามเวลาสหรัฐฯ) ภายหลังการโจมตีต่อเนื่องนาน 13 คืน โดยตลอดวันเสาร์และวันอาทิตย์ไม่มีรายงานการโจมตีเพิ่มเติมจากสหรัฐฯ ขณะที่อิหร่านก็ไม่ได้ตอบโต้ฐานทัพสหรัฐฯ ในประเทศเพื่อนบ้านติดต่อกันเป็นเวลา 2 วันเช่นกัน
แหล่งข่าวระบุว่า การตัดสินใจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีขึ้นหลังที่ปรึกษาด้านความมั่นคงและกองทัพประเมินว่า เป้าหมายทางทหารที่เตรียมไว้ใกล้หมดลง และเริ่มกังวลว่าการเดินหน้าปฏิบัติการต่อไปอาจกระทบต่อปริมาณอาวุธและกระสุนของสหรัฐฯ
ไมค์ วอลซ์ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติ ให้สัมภาษณ์กับ Fox News Sunday ว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการเปิดพื้นที่ให้การเจรจาทางการทูตดำเนินต่อไป โดยกล่าวว่า "เขากำลังเปิดโอกาสให้การเจรจาได้เดินหน้า" แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม
ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ซึ่งไม่เปิดเผยชื่อ เปิดเผยว่า พล.อ.แดน เคน ประธานคณะเสนาธิการร่วม ได้แจ้งต่อประธานาธิบดีทรัมป์เป็นการภายในว่า หากกลับมาเปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่ จะมีความเสี่ยงต่อคลังอาวุธของสหรัฐฯ โดยเฉพาะขีปนาวุธสกัดกั้นที่ใช้ป้องกันฐานทัพและกองกำลังสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง
แม้นโยบายหยุดยิงชั่วคราวจะถูกมองว่าเป็นโอกาสสำหรับการเจรจา แต่แหล่งข่าวระดับสูงของอิหร่านระบุว่า เตหะรานยังไม่เชื่อว่าสหรัฐฯ เปลี่ยนจุดยืนอย่างแท้จริง โดยมองว่าการระงับโจมตีครั้งนี้เป็นเพียง "ยุทธวิธีชั่วคราว" มากกว่าความตั้งใจที่จะยุติความขัดแย้ง
ตลอดช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ระบุว่าได้โจมตีอิหร่านเพื่อตอบโต้ภัยคุกคามต่อการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีโรงงานผลิตน้ำจืดในประเทศอ่าวอาหรับที่เป็นที่ตั้งของฐานทัพสหรัฐฯ และยืนยันว่าจะยังคงรักษาอิทธิพลเหนือช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันราว 20% ของโลก
อย่างไรก็ตาม ประชาชนในอิหร่านยังคงกังวลต่อสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน โดยเจ้าของธุรกิจนำเข้า-ส่งออกในกรุงเตหะรานรายหนึ่งกล่าวว่า เขาไม่เชื่อว่าการหยุดโจมตีจะยั่งยืน พร้อมระบุว่า ชาวอิหร่านกำลังอยู่ในภาวะ "ไร้ความแน่นอน" และมองว่าสถานการณ์ยังสามารถกลับมาปะทุได้ทุกเมื่อ หากการเจรจาทางการทูตไม่ประสบผลสำเร็จ.







