
กทม.เร่งตรวจแบบอาคารสมาคมยิวฯ จ่อทักท้วงหากผิดกฎหมาย
ผู้ว่าฯ ชัชชาติสั่งเร่งตรวจสอบแบบแปลนอาคารสมาคมยิว ซอยสุขุมวิท 22 เตรียมออกหนังสือทักท้วงหลังพบยังไม่ถูกกฎหมาย พร้อมย้ำชัดต่างชาติขอตั้งสุสานไม่ได้
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยนายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และตัวแทนจากสำนักการโยธา สำนักอนามัย
แถลงความคืบหน้ากรณีข้อพิพาทและข้อกังวลของประชาชนต่อการขออนุญาตก่อสร้างอาคารสมาคมยิวแห่งประเทศไทย ในซอยสุขุมวิท 22
นายชัชชาติ ระบุชัดเจนว่า การพิจารณาอนุญาตจัดตั้งสมาคมเป็นอำนาจของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย
ขณะที่ กทม. มีอำนาจหน้าที่ดูแลเฉพาะส่วนของกฎหมายควบคุมอาคาร เช่น การขออนุญาตก่อสร้าง การเว้นระยะร่น และมาตรฐานความปลอดภัยทางวิศวกรรมเท่านั้น
ทางด้านนายวิศณุ รองผู้ว่าฯ กทม. เปิดเผยถึงประวัติการยื่นขออนุญาตของสมาคมยิวฯ ว่ามีการยื่นมาแล้ว 3 ครั้ง
ซึ่งครั้งแรกเป็นการขอสร้างอาคาร 6 ชั้นและชั้นใต้ดิน 2 ชั้น (ใบอนุญาตหมดอายุ) ครั้งที่สองเป็นการยื่นแจ้งดัดแปลง (ยกเลิกและไม่ได้ต่ออายุ)
ส่วนครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 โดยใช้ช่องทางการยื่นแจ้งดัดแปลงอาคารตามมาตรา 39 ทวิ ซึ่งกฎหมายอนุญาตให้ผู้แจ้งเริ่มก่อสร้างได้ทันทีหลังยื่นเอกสาร แต่เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจตรวจสอบและทักท้วงได้ภายใน 120 วัน
"ขณะนี้ กทม. ตรวจพบว่าแบบแปลนยังไม่ถูกต้องตามกฎหมาย จึงอยู่ระหว่างจัดทำหนังสือทักท้วงไปยังผู้ยื่นขอ หากไม่มีการปรับปรุงแก้ไขภายในเวลาที่กำหนด คำขอดังกล่าวจะถูกยกเลิกทันที" นายวิศณุ กล่าว
ทั้งนี้ เนื่องจากอาคารดังกล่าวระบุวัตถุประสงค์เป็นสำนักงานและศาสนสถาน ซึ่งเข้าข่ายอาคารสาธารณะ อาคารชุมนุมคน กทม.
จึงต้องคุมเข้มเรื่องระยะร่นและมาตรฐานความปลอดภัย โดยหลังก่อสร้างเสร็จต้องผ่านการประเมินเพื่อรับใบรับรองก่อนเปิดใช้งาน
สำหรับประเด็นการขุดชั้นใต้ดินนั้น กทม. ชี้แจงว่าเป็นเรื่องปกติทางวิศวกรรมสำหรับที่ดินในซอยแคบที่มีมูลค่าสูงและมีข้อจำกัดเรื่องความสูงอาคาร โดยมีวิศวกรควบคุมความปลอดภัยตามมาตรฐาน
ผู้ว่าฯ กทม. ยังกล่าวย้ำว่า การตรวจสอบขณะนี้เน้นที่ตัวอาคาร ไม่ได้ก้าวก่ายกิจกรรมภายใน แต่หากเปิดใช้งานแล้วก่อให้เกิดเหตุเดือดร้อนรำคาญแก่ชุมชนโดยรอบ กทม.
ก็พร้อมบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องเข้าควบคุมดูแลทันที นอกจากนี้ ในประเด็นเรื่องการตั้งสุสาน สำนักอนามัย กทม. ชี้แจงข้อกฎหมายอย่างชัดเจนว่า ผู้ยื่นขอจัดตั้งสุสานและฌาปนสถาน
ต้องเป็นเจ้าของที่ดินที่เป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล "สัญชาติไทยเท่านั้น" ชาวต่างชาติไม่สามารถดำเนินการได้
ย้อนรอยชุมชนชาวยิวในกรุงเทพมหานคร
ประเด็นข้อพิพาทเรื่องศาสนสถานชาวยิวครั้งนี้ ทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงประวัติศาสตร์ชุมชนชาวยิวใน กทม.
แท้จริงแล้วชาวยิวมีการตั้งรกรากในกรุงเทพฯ มาอย่างยาวนาน โดยในยุคแรกเริ่ม (ราวศตวรรษที่ 19) ชาวยิวมักรวมตัวกันอยู่บริเวณย่านเจริญกรุง ซึ่งเป็นย่านการค้าสำคัญ
ปัจจุบันยังมี "สุสานชาวยิว" ตั้งอยู่บริเวณซอยเจริญกรุง 72/5 ติดกับสุสานโปรเตสแตนต์ ก่อนที่ในยุคต่อมาเมื่อเมืองขยายตัว ชุมชนชาวยิวจึงเริ่มย้ายถิ่นฐานมาสร้างศาสนสถาน (โบสถ์ยิว) และศูนย์รวมตัวในย่านสุขุมวิท
รวมถึงการตั้งศูนย์ชาบัด (Chabad House) ทั้งในย่านสุขุมวิทและถนนข้าวสาร เพื่อรองรับชาวยิวท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมาจนถึงปัจจุบัน







