ทำไมสีจิ้นผิงต้องต่อสายตรงคุยนายกประยุทธ์

วันที่ 16 ก.ค. 2563 เวลา 21:48 น.
ทำไมสีจิ้นผิงต้องต่อสายตรงคุยนายกประยุทธ์
เมื่อสหรัฐและจีนแข่งกันขยายอิทธิพลในทะเลจีนใต้ชนิดที่ไม่มีใครยอมใคร ประเทศที่เนื้อหอมที่สุดตอนนี้คงหนีไม่พ้นอาเซียน โดยเฉพาะไทยและสิงคโปร์

เมื่อวันอังคาร (14 ก.ค.) ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีนได้หารือทางโทรศัพท์กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยเนื้อหาการพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์การรับมือ Covid-19 นโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) การร่วมลงทุนและรับซื้อสินค้าเกษตรของไทย

และในวันเดียวกัน สีจิ้นผิงยักยกหูถึงนายกรัฐมนตรีลีเซียนลุงของสิงคโปร์ โดยระบุว่าจีนพร้อมจะร่วมมือกับสิงคโปร์เพื่อขจัดความวุ่นวายและร่วมกันปกป้องสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

การหารือกับผู้นำของไทยและสิงคโปร์เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ระหว่างสหรัฐและจีนตึงเครียดถึงขีดสุด ต่างฝ่ายต่างเดินหน้าชนกันเต็มที่ เพราะถ้าเสียอิทธิพลในทะเลจีนใต้ไป ความเป็นมหาอำนาจในย่านนี้จะสั่นคลอนทันที

จีนจึงต้องรีบแสดงความเป็นมิตรไมตรีเพื่อเอาใจทั้งไทยและสิงคโปร์ที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญของภูมิภาค โดยเฉพาะท่าเรือที่จีนใช้ในการขนส่งสินค้าไปยังภูมิภาคอื่นของโลก

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญบางรายมองว่า ข้อความที่สีจิ้นผิงส่งไปที่ลีเซียนลุงยังเป็นการเตือนสิงคโปร์แบบอ้อมๆ ว่า อย่าได้ยืนอยู่ข้างสหรัฐเด็ดขาด อาทิ ดีแลน โลห์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านนานาชาติศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีหนานหยางของสิงคโปร์

โลห์มองว่า เป็นเรื่องเลี่ยงไม่ได้ที่ผู้คนจะคาดเดาว่าจีนมีจุดประสงค์อื่นนอกเหนือไปจากการแสดงความยินดีที่ลีเซียนลุงชนะการเลือกตั้ง เพราะช่วงนี้ความสัมพันธ์ของสหรัฐกับจีนทวีความตึงเครียดขึ้นจากทั้ง Covid-19 และปัญหาทะเลจีนใต้

ด้าน ดรูว์ ธอมป์สัน อดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐที่รับผิดชอบด้านการจัดการความสัมพันธ์ทวิภาคีกับจีนมองว่า จีนกำลังขู่ว่าหากสิงคโปร์ไม่สนับสนุนจีน จีนสามารถใช้กำลังภายในสร้างความลำบากให้สิงคโปร์อย่างที่เคยทำได้

ธอมป์สันย้อนไปที่เหตุการณ์ปี 2016 ที่ทางการจีนยึดรถหุ้มเกราะ 9 คันของสิงคโปร์ในฮ่องกงหลังซ้อมรบในไต้หวันตามปกติ ซึ่งนำมาสู่การตั้งข้อสังเกตว่าจีนส่งสัญญาณเตือนสิงคโปร์เรื่องความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับไต้หวัน

ขณะที่ Global Times ซึ่งเป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลจีนอ้างคำพูดของเฉินเซี่ยงเหมี่ยว จากสถาบันทะเลจีนใต้ศึกษาแห่งชาติที่ระบุว่า การต่อสายถึงลีเซียนลุงและ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งเป็นสองผู้นำของประเทศที่สำคัญที่สุดในอาเซียน เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนไปยังสหรัฐว่าความสัมพันธ์ของจีนกับทั้งสองประเทศนี้ไม่ได้เปราะบางอย่างที่สหรัฐคาด

ย้อนกลับมาที่ไทย ต้องไม่ลืมว่าก่อนที่สีจิ้นผิงจะคุยกับ พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา พล.อ.เจมส์ แมคคอนเวล (Gen. James C. McConville) ผู้บัญชาการทหารบกสหรัฐเพิ่งจะเดินทางมาเยือนไทยเพื่อหารือกับหุ้นส่วนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในการจัดตั้งฐานทัพในภูมิภาคนี้

นอกจากนี้ เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบกยังเดินทางไปสหรัฐที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ตามคำเชิญของ พล.อ.แมคคอนเวล ในช่วงที่ไทยกับสหรัฐกำลังซ้อมรบร่วมกัน

เพียงเท่านี้ก็แสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ของไทยกับกองทัพสหรัฐเหนียวแน่นเพียงใด จีนจึงนิ่งเฉยอยู่ไม่ได้มิฉะนั้นอาจเพลี่ยงพล้ำให้สหรัฐ

อย่างไรก็ดี ไม่ว่าสหรัฐกับจีนจะกดดันให้ไทยกับสิงคโปร์ และประเทศอาเซียนอื่นๆ เลือกข้างอย่างไร แต่ละประเทศคงจะไม่แสดงท่าทีออกมาชัดเจนว่าจะอยู่ฝ่ายไหน เพราะหลายประเทศยังต้องการพึ่งพาการค้าขายกับจีน เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจที่พังเพราะ Covid-19 และต้องพึ่งพาเทคโนโลยีสหรัฐด้วยเช่นกัน

สำหรับไทยที่ต้องพึ่งพาทั้งสองประเทศ ควรใช้สหรัฐกดดันจีน ใช้จีนกดดันสหรัฐ โดยไม่เลือกข้างอย่างชัดเจน

เพราะถ้าเลือกข้างผิดไทยเสียหายย่อยยับแน่