เมียหนุ่มอบต.เล่าไทม์ไลน์มั่นใจสามีถูกทำร้ายตายช่วงจับกุม

วันที่ 06 ส.ค. 2563 เวลา 12:00 น.
เมียหนุ่มอบต.เล่าไทม์ไลน์มั่นใจสามีถูกทำร้ายตายช่วงจับกุม
นครพนม-ภรรยาร่ำไห้มั่นใจสามีถูกทำร้ายตายช่วงจับกุม เผยผู้ตายขอให้ตำรวจช่วยส่งร.พ.แน่นหน้าอก หายใจไม่ออกแต่ถูกคุมตัวนำไปกองกับพื้นหน้าโรงพัก

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ จ.นครพนมความคืบหน้า เกี่ยวกับคดี การเสียชีวิตปริศนาของ นายวิทยา โสภาวงค์ อายุ 40 ปี พนักงานขับรถ อบต.ก้านเหลือ อ.นาแก จ.นครพนม ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุการณ์ ตำรวจชุดสืบสวน สภ.หนองบ่อ เข้าตรวจสอบจับกุม ขณะนั่งดื่มเหล้า กับ เพื่อนกลุ่มวัยรุ่นในบ้านพักแห่งหนึ่ง พื้นที่บ้านจำปา ต.ก้านเหลือง อ.นาแก จ.นครพนม ช่วงคืนวันที่ 28 กรกฎาคม 2563 จนกระทั่งผู้ตาย วิ่งหลบหนีไปหลังบ้าน เกิดเหตุ แต่ตำรวจไปติดตามจับกุมตัวมาได้ หลังการจับกุม มีการควบคุมตัวกลุ่มวัยรุ่น ไปสอบสวนที่ สภ.หนองบ่อ และผู้ตายมีอาการช็อกหมดสติ ตำรวจ จึงนำตัวส่งไปตรวจรักษาที่โรงพยาบาลอำเภอนาแก แต่แพทย์ยืนยันว่า เสียชีวิตก่อนที่จะถึงโรงพยาบาล

กระทั่งญาติทราบข่าว จึงติดตามไปดูอาการ พร้อมประสานเจ้าหน้าที่ขอส่งศพไปชันสูตร ที่สถาบันนิติเวช จ.ขอนแก่น เนื่องจากติดใจการเสียชีวิต และเชื่อว่าจะต้องถูกทำร้ายร่างกาย เนื่องจากมีการตรวจสอบสภาพศพ พบว่ารอยฟกช้ำหลายจุดตามร่างกาย คล้ายถูกทำร้าย สอดคล้องกัน ผลการชันสูตรเบื้องต้นรับรองการเสียชีวิต ของสถาบันนิติเวช จ.ขอนแก่น ยังระบุว่า ผู้ตาย มีเลือดออกในช่องท้อง และตับไตฉีกขาด ทางญาติจึงมั่นใจว่า ถูกตำรวจชุดจับกุมทำร้ายจนเสียชีวิต และออกมาเรียกร้องขอความเป็นธรรม เนื่องจากไปแจ้งความดำเนินคดี แต่ไม่ได้รับการดูแล จึงมีการนำศพออกมาแห่ประท้วง และเรียกร้องขอความเป็นธรรม โดยล่าสุดทางญาติยังยืนยัน ที่จะเก็บศพไว้ที่บ้านพัก ไม่มีกำหนด เพราะมีความกังวลเรื่องพยานหลักฐาน ซึ่งต้องรอผลการชันสูตรโดยละเอียดอีกประมาณ 3 สัปดาห์ เพื่อนำมายืนยันประกอบการดำเนินคดี

ส่วนของการดำเนินคดีของตำรวจ หลัง พล.ต.ต.ธนชาติ รอดคลองตัน ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม มีคำสั่งย้าย เจ้าหน้าที่ตำรวจ รวม 8 นาย ประกอบด้วย สารวัตรใหญ่ สภ.หนองบ่อ ทีมตำรวจชุดสืบสวน รวมอีก 7 นาย มีชั้นสัญญาบัตร 1 นาย และ ชั้นประทวน 6 นาย ไปประจำที่ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม โดยขาดจากตำแหน่งเดิม เพื่อไม่ให้กระทบกับการดำเนินคดี และมีการตั้งทีมสอบสวน ทำสำนวนส่งไปยัง ปปช. พิจารณาความผิด ตามขั้นตอน เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งอยู่ระหว่างการเร่งสอบสวน สรุปพยานหลักฐาน ภายในระยะเวลา 30 วัน ในส่วนของการดำเนินคดีของกลุ่มเยาวชน ที่ถูกจับกุม พบว่า ทางตำรวจ มีการแจ้งข้อหา ทั้งหมด 6 ราย ฐานความผิดร่วมกันเสพยาบ้า และมียาเสพติดประเภท 1 ยาบ้าไว้ในครอบครอง โดยผิดกฎหมาย ซึ่งระหว่างตำรวจชุดสืบสวนเข้าตรวจค้นจับกุม พบยาเสพติดในที่เกิดเหตุ แต่ไม่ระบุว่าเป็นของใคร อีกทั้ง ตรวจพบสารเสพติดในร่างกายทั้ง 6 คน ส่วนผู้ตาย ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา และยังไม่มีผลการตรวจสารเสพติด เนื่องจากมีอาการช็อกหมดสติ และนำส่งโรงพยาบาลอำเภอนาแก ก่อนเสียชีวิต

ด้าน นางสาวกนกพร พงษ์พันษ์ อายุ 38 ปี ภรรยาผู้ตาย ออกมาเปิดเผยไทม์ไลน์วันเกิดเหตุว่า ในช่วงวันเกิดเหตุ ผู้ตาย ยังอยู่บ้านช่วงเย็นหัวค่ำถึงเวลา19.00 น. ผู้ตายได้บอกว่า จะออกไปนั่งกับเพื่อนในหมู่บ้านสักพักได้ย้ำผู้ตายว่าไม่ต้องดึกมาก เพราะต้องไปส่งลูกชายไปเรียนตอนเช้า พอถึงเวลา22.00 น. มีน้องวัยรุ่นในหมู่บ้าน มาบอกว่า ผู้ตายถูกจับนำตัวไปส่งที่ สภ.หนองบ่อ จึงตกใจมาก และชวนน้องสาวตามไปดู เพราะยังสงสัยว่าถูกจับเรื่องอะไร แต่ห่างกันไม่ถึง 30 นาที มีน้องโทรมาบอกอีกว่า ผู้ตายช็อกถูกส่งไปที่โรงพยาบาลอำเภอนาแก ยิ่งสับสวนมากขึ้น เพราะผู้ตายไม่เคยป่วยไม่มีโรคประจำตัว จากนั้นจึงรีบตามไปถึงโรงพยาบาลอำเภอนาแก ทางแพทย์ยืนยันว่าเสียชีวิต มาก่อนที่จะถึงโรงพยาบาลอำเภอนาแก สอบถามตำรวจไม่มีใครให้ข้อมูล เชื่อว่าน่าจะมีปัญหาก่อนนี้ น่าจะถูกทำร้าย เพราะดูจากสภาพศพหลังเกิดเหตุมีแผลฟกช้ำหลายจุด จึงนำศพส่งไปชันสูตรที่สถาบันนิติเวช จ.ขอนแก่น จนผลตรวจเบื้องต้นออกมาว่า มีเลือดออกในช่องท้อง อีกทั้งตับไตฉีดขาด ยิ่งทำให้มั่นใจว่าถูกทำร้ายแน่นอน

ภรรยาผู้ตายกล่าวอีกว่า จากนั้นได้ไปสอบถาม น้องที่อยู่ในเหตุการณ์เล่าว่า ช่วงเกิดเหตุตำรวจเข้ามาตรวจค้นในบ้านของน้องอีกคน ที่ในกลุ่มเดียวกัน จึงพากันตกใจและวิ่งหนีตำรวจ รวมถึงผู้ตายวิ่งไปหลังบ้าน ซึ่งมีจุดที่กระโดดลงระเบียงบ้าน สูงแค่ประมาณ 1 เมตร มั่นใจว่าไม่ใช่สาเหตุที่จะทำให้บาดเจ็บ และผู้ตายยังวิ่งออกไปป่าหลังบ้าน ทำให้ตำรวจติดตามไปจับกุมมาได้ จากนั้นมีน้องที่อยู่ในเหตุการณ์ยืนยันว่า ประมาณ 10 -15 นาที เห็นตำรวจนำผู้ตายกลับมาในสภาพพะยูงตัวหิ้วแขนทั้ง 2 ข้างกลับมาบ้านที่เกิดเหตุ แต่ผู้ตายมีอาการผิดปกติ ร้องขอความช่วยเหลือให้นำตัวส่งไปที่โรงพยาบาล เพราะระบุว่า แน่นหน้าออก หายใจไม่ออก นอกจากนี้ยังมีอาการตัวซีด แต่ตำรวจปฏิเสธ ยืนยันนำตัวไปที่โรงพัก จึงนำตัวขึ้นรถไปที่โรงพัก ทั้งที่ผู้ตายสภาพผิดปกติขอความช่วยเหลือตลอดทาง จนกระทั่งถึงโรงพัก ได้ปล่อยให้ผู้ตายนอนกับพื้นหน้าโรงพัก ในสภาพที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ และไม่มีการช่วยเหลือ โดยร้องขอความช่วยเหลือตลอดเวลา บอกว่าแน่นหน้าอกหัวใจไม่ออก จนในที่สุดตัวซีดช็อกหมดสติไป น้องที่เห็นสภาพจึงเรียกตำรวจให้ ช่วยนำส่งโรงพยาล พอถึงโรงพยาบาลแพทย์ระบุว่าเสียชีวิตแล้ว ช่วยไม่ทัน ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวรู้สึกแย่มากกับการทำงานของตำรวจ มั่นใจว่าผู้ตายถูกทำร้าย เพราะร่างกายแข็งแรง ไม่เคยเจ็บป่วย ซ้ำร้ายรู้ว่าผู้ตายมีอาการบาดเจ็บ ร้องขอความช่วยเหลือกับปฏิเสธ มันโหดเหี้ยมเกินคน ตนรับไม่ได้ ต้องเอาเรื่องให้ถึงที่สุด ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นศพผู้ตายจะเก็บไว้ไม่มีกำหนดจนกว่ารคดีจะชัดเจน

ภรรยาผู้ตายกล่าวต่อว่า ซ้ำร้ายหลังสามีเสียชีวิต ทั้งที่เป็นเสาหลัก ยืนยันเป็นคนรักครอบครัว รักลูก แต่งงานอยู่กินกันมา 10 กว่าปี มีลูกชาย 2 คน คนโต 10 ขวบ คนเล็ก ขวบครึ่งสามีทำงานดูแลรักลูก รับผิดชอบทุกอย่างมาตลอด ไม่เคยมีประวัติในทางไม่ดี ทุกคนในหมู่บ้านรู้ ที่ทำงานรู้ เพราะทำงานเป็นพนักงาน อบต.มานาน มั่นใจสามีไม่มีส่วนเกี่ยวข้องยาเสพติด แต่การไปนั่งร่วมดื่มร่วมวง กับเพื่อนวัยรุ่นในหมู่บ้าน เพราะรู้จักคุ้นเคยกัน ไม่ได้สนใจใครเสพยา ยุ่งเกี่ยวยาเสพติด เพราะบริสุทธิ์ใจ ปกติเคยไปนั่งดื่มสังสรรค์ เป็นธรรมดา มั่นใจคดีนี้มีเงื่อนงำ สามีถูกทำร้ายแน่นอน และเชื่อว่าจะต้องถูกทำร้ายช่วงเวลาที่ไล่ติดตามตัวจับกุม ฝากตำรวจให้ออกมาชี้แจงรับผิดชอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะดีกว่า เมื่อเกิดขึ้นแล้วต้องรับผิดชอบ มาถึงขนาดนี้ยังไม่กล้ารับความจริง อายประชาชน ทั้งที่เป็นผู้ดูแลประชาชน ยอมรับพอใจในการรับคดีของตำรวจ แต่เสียความรู้สึกต้องได้เรียกร้องให้ทำคดี มันเกินไป

บทความแนะนำ