กระตุกสังคมปรับเปลี่ยนทัศนคติความรักใหม่ลดชนวนเหตุหึงหวงฆ่ากันรายวัน

วันที่ 20 ก.พ. 2563 เวลา 20:25 น.
กระตุกสังคมปรับเปลี่ยนทัศนคติความรักใหม่ลดชนวนเหตุหึงหวงฆ่ากันรายวัน
มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กระตุกสังคมปรับทัศนคติเรื่องความรัก ?หลังสถิติความรุนแรงฆ่ากันพุ่งพรวด ชี้ต้องเปลี่ยนฐานความคิดว่าคนรักเป็นสมบัติครอบครองและใช้อำนาจชายเป็นใหญ่จนขาดความเข้าใจ

นายจะเด็จ เชาวน์วิไล ผอ.มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวถึงสถานการณ์ความรักรุนแรงที่มักจบลงด้วยความสูญเสียว่า หลายคนคิดว่าคนรักเป็นสมบัติของตัวเอง รู้สึกเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ อยากให้ทำอะไรตามที่ตัวเองต้องการ ตีกรอบกับการใช้ชีวิตของอีกฝ่าย หึงหวง รู้สึกไม่พอใจเมื่อถูกตีตัวออกห่างแม้จะเลิกรากันไปแล้ว จนนำไปสู่การใช้ความรุนแรง และหนักสุดถึงขั้นฆ่ากัน

ทั้งนี้ หากย้อนกลับไปดูผลสำรวจข่าวความรุนแรงบนหน้าหนังสือพิมพ์ ในปี 2561 โดยมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล พบว่า มีข่าวความรุนแรงในครอบครัวกว่า 623 ข่าว เป็นข่าวการฆ่ากันถึง 61.64% ฆ่าตัวตาย 14.19% ทำร้ายกัน 14.45% ซึ่งมากกว่าปีก่อน ๆ โดยเฉพาะข่าวการฆ่ากันเกิดขึ้นมากกว่าปี 2559 ถึง 158 ข่าว

นายจะเด็จ กล่าวว่า การฆ่ากันพบว่า สามีเป็นผู้กระทำต่อภรรยา 73.3% โดยใช้ปืนยิง 49.7% ใช้มีด/ของมีคม 32.8% ใช้ของแข็ง/ไม้หน้าสาม 6.6% ตบตีทำร้ายร่างกายจนเสียชีวิต 4.4% สำหรับคู่รักที่เป็นแฟนกันพบว่า ฝ่ายชายกระทำต่อฝ่ายหญิง 58.2% กระทำต่อผู้เกี่ยวข้อง 32.8% สาเหตุส่วนใหญ่มาจากการหึงหวง ระแวง นอกใจ 55.7% ง้อแต่ไม่คืนดี 20.8% เมาเหล้า/ยาเสพติด 10.9%

“หากเรายังไม่ปรับเปลี่ยนฐานคิด ยังคิดว่าคนรักเป็นสมบัติของตัวเอง ใช้อำนาจแบบชายเป็นใหญ่ ขาดความเข้าใจซึ่งกันและกัน ความรักก็อาจนำไปสู่ความรุนแรงและจบด้วยเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง จึงอยากฝากถึงกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ให้เร่งทำงานเชิงรุก ให้อาสาสมัครคอยเฝ้าระวังในชุมชนรอบเมือง และชนบท คอยแจ้งเหตุกับตำรวจ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง” นายจะเด็จ กล่าว

นอกจากนั้น ต้องประชาสัมพันธ์ให้หน่วยงานที่แก้ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว เช่น 1300 ศูนย์ร้องทุกข์ของศาลเยาวชนและครอบครัว ศูนย์พึ่งได้ของกระทรวงสาธารณสุข ให้ประชาชนได้รับรู้ และรีบแจ้งเหตุ รวมถึงควบคุมการใช้อาวุธปืน ต้องตรวจสอบ ประวัติคนซื้อว่ามีแน้วโน้มไปก่อเหตุความรุนแรงหรือไม่