posttoday
EU คุมเข้ม Greenwashing บีบส่งออกไทยเลิกเคลมรักษ์โลกไร้หลักฐาน

EU คุมเข้ม Greenwashing บีบส่งออกไทยเลิกเคลมรักษ์โลกไร้หลักฐาน

03 พฤศจิกายน 2569

ส่งออกไทยเจอโจทย์ใหม่! EU คุมเข้มคำเคลมรักษ์โลก กระทบทั้งห่วงโซ่อุปทาน บีบส่งออกไทยเลิกเคลมรักษ์โลกไร้หลักฐาน

สหภาพยุโรป (EU) เดินหน้ายกระดับมาตรการคุ้มครองผู้บริโภค กวาดล้างการกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อมที่เป็นเท็จหรือไม่มีหลักฐานรองรับ ผ่านกฎหมาย Empowering Consumers for the Green Transition Directive (ECGT) ซึ่งเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน 2569 เป็นต้นไป

 

นับเป็นอีกโจทย์สำคัญของผู้ส่งออกไทยที่ต้องเร่งปรับตัว โดยเฉพาะธุรกิจอาหาร เกษตร และผลิตภัณฑ์แปรรูปที่ใช้ความยั่งยืนเป็นจุดขายในตลาดยุโรป

 

สาระสำคัญของกฎหมาย ECGT คือการห้ามผู้ประกอบการใช้ข้อความหรือคำกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อมบนบรรจุภัณฑ์และสื่อการตลาดที่ไม่มีหลักฐานรองรับ หรือไม่สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ อาทิ “Eco-friendly” “Sustainable” “Carbon Neutral” และ “Climate Positive” หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการผลิตมีคุณสมบัติตามที่กล่าวอ้าง ก็อาจเข้าข่ายละเมิดข้อกำหนดดังกล่าว

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ผู้ส่งออกไทยที่จำหน่ายสินค้าให้แก่ผู้บริโภคใน EU จำเป็นต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดดังกล่าว ซึ่งจะกลายเป็นอีกหนึ่งข้อกำหนดด้านการปฏิบัติตามกฎหมายที่ธุรกิจไทยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า มาตรการนี้สะท้อนความพยายามของ EU ในการแก้ปัญหา Greenwashing หรือการฟอกเขียวทางการตลาด หลังพบว่าคำกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อมกว่า 53.3% มีความคลุมเครือ ชวนให้เข้าใจผิด หรือขาดมูลความจริง 

 

ขณะที่ประมาณ 40% ไม่มีหลักฐานรองรับอย่างเพียงพอ ทำให้ EU ต้องยกระดับมาตรฐานการสื่อสารด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและตรวจสอบได้

 

 

 

สำหรับผู้ประกอบการไทย ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่แบรนด์ที่ส่งสินค้าไปขายให้ผู้บริโภคในยุโรปโดยตรง แต่ยังอาจขยายไปถึงผู้ผลิตวัตถุดิบและผู้ประกอบการที่เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานของแบรนด์หรือผู้ค้าปลีกใน EU เนื่องจากคู่ค้าอาจต้องการให้ซัพพลายเออร์ถอดถอนคำกล่าวอ้างที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ หรือจัดเตรียมข้อมูลและหลักฐานยืนยันคุณสมบัติด้านสิ่งแวดล้อมของส่วนประกอบสินค้าและบรรจุภัณฑ์

 

แรงกดดันดังกล่าวยิ่งมีนัยสำคัญต่อธุรกิจอาหารและเกษตรของไทย ซึ่งกำลังเผชิญภาวะส่งออกชะลอตัว โดยในช่วงเดือนมกราคม-สิงหาคม 2569 การส่งออกสินค้าอาหาร สินค้าเกษตร และผลิตภัณฑ์แปรรูปทางการเกษตรของไทยหดตัว 0.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) 

 

ขณะที่สินค้ากลุ่มนี้มักใช้ประเด็นความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมเป็นจุดขายในตลาด EU มากกว่าสินค้ากลุ่มอื่น

 

 

นั่นหมายความว่า ผู้ส่งออกกำลังเผชิญแรงกดดันสองด้านพร้อมกัน ทั้งรายได้จากตลาดส่งออกที่ชะลอตัว และต้นทุนการปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับกฎระเบียบใหม่ โดยเฉพาะผู้ผลิตข้าว ยางพารา ผลไม้ รวมถึงผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งอาจต้องปรับกระบวนการจัดเก็บข้อมูล ตรวจสอบย้อนกลับ และจัดทำหลักฐานด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติม เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและความเชื่อมั่นจากคู่ค้าในยุโรป

 

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญยังอยู่ที่แนวทางการนำกฎหมายไปบังคับใช้ของประเทศสมาชิก EU ซึ่งอาจมีรายละเอียดแตกต่างกัน ขณะที่ประเด็นสินค้าที่ผลิตก่อนวันที่ 27 กันยายน 2569 รวมถึงคำกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อมที่ปรากฏอยู่บนบรรจุภัณฑ์เดิม ยังมีความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติและการผ่อนผัน (ข้อมูล ณ กลางปี 2569)

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงแนะนำให้ผู้ส่งออกไทยติดตามแนวทางบังคับใช้ของ EU อย่างใกล้ชิด พร้อมทบทวนคำกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อมทั้งหมดที่ใช้บนสินค้าและสื่อการตลาด หากมีหลักฐานรองรับไม่เพียงพอควรปรับเปลี่ยนหรือถอดถอน รวมถึงเตรียมข้อมูลที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานใหม่และลดความเสี่ยงในการทำตลาดยุโรปในระยะยาว

 

 

ข่าวล่าสุด

SMR ไม่ใช่แค่สร้างโรงไฟฟ้า! IAEA ชี้ไทยต้องวางแผนเงินทุนทั้งระบบ

SMR ไม่ใช่แค่สร้างโรงไฟฟ้า! IAEA ชี้ไทยต้องวางแผนเงินทุนทั้งระบบ