
จับตารอเคาะภาษี EV ใหม่ เทียบราคารถ ขึ้นภาษี มีค่ายไหน ราคาใดบ้าง
จับตา ครม. 3 พ.ย. 69 พิจารณาภาษี EV นำเข้า เปิดตารางจำลองราคารถ 11 ค่าย หากราคาขายเพิ่ม 18–40% พร้อมวิเคราะห์ผลต่อรถสันดาป ไฮบริด และฐานผลิตในไทย ในปี 2570
KEY
POINTS
- รัฐบาลเตรียมพิจารณาปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตรถยนต์ EV ที่นำเข้าทั้งคัน โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่มีฐานการผลิตในไทย ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาขายปลีกเพิ่มขึ้น
- บทความได้จำลองราคาใหม่ของรถ EV จาก 11 ค่าย หากราคาขายเพิ่มขึ้นในอัตรา 25-40% ซึ่งจะทำให้ผู้ซื้อต้องจ่ายเพิ่มขึ้นหลายแสนบาทต่อคัน
- นโยบายภาษีใหม่นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการลงทุนและการผลิตในประเทศ ซึ่งอาจทำให้รถ EV ที่ประกอบในไทยได้เปรียบด้านราคาเมื่อเทียบกับรถนำเข้า
การประชุม ครม. วันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 มีหลายวาระ แต่ที่เป็นประเด็นและจุดพลุมานานกว่า 2 เดือนคือการขึ้นภาษีรถ EV ซึ่งอาจจะเป็นอีกหนึ่งในจุดเปลี่ยนของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไทย
หลังมีรายงานว่ากระทรวงการคลังเตรียมเสนอปรับภาษีสรรพสามิตรถ EV นำเข้าทั้งคัน โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่มีฐานผลิตในประเทศไทย
รายงานข่าวก่อนประชุมบางแห่งระบุอัตราที่อาจเพิ่มจาก 10% เป็น 30–40% และคาดว่าจะเริ่มใช้ในปี 2570
แต่ยังต้องรอข้อสรุปอย่างเป็นทางการ ส่วนอัตรา 25% เป็นอีกกรณีสมมติในการประเมินครั้งนี้ ไม่ใช่อัตราที่ได้รับการยืนยันแล้ว
ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับหลักการที่บอร์ดอีวีเห็นชอบเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 ซึ่งต้องการให้ภาษีสะท้อนการลงทุน การผลิต และการใช้ชิ้นส่วนในประเทศไทย
โดยกลุ่มนำเข้าอย่างเดียวจะเผชิญเงื่อนไขต่างจากผู้ประกอบการที่สร้างฐานผลิตและมูลค่าเพิ่มในประเทศ
ประเด็นที่ต้องติดตามจึงเป็นผลต่อรถแต่ละรุ่น มากกว่าดูเพียงชื่อแบรนด์ เพราะค่ายเดียวกันอาจมีทั้งรถผลิตไทยและรถนำเข้า ซึ่งไม่ได้รับสิทธิประโยชน์เหมือนกันโดยอัตโนมัติ
ปัจจุบัน พิกัดกรมสรรพสามิตกำหนดรถไฟฟ้าที่เข้าเงื่อนไขในอัตรา 2% และกลุ่มอื่นนอกเงื่อนไขดังกล่าวที่ 10% จึงไม่ควรตั้งต้นว่ารถ EV ทุกคันมีฐานภาษีเดิมเท่ากัน
เปิดตารางราคา EV 11 ค่าย หากราคาขายเพิ่ม 18–40%
สิ่งที่ต้องแยกให้ชัดคือ “ภาษีปรับเป็น 25%” กับ “ราคาขายเพิ่มขึ้น 25%” เป็นคนละเรื่อง การคำนวณราคาหลังปรับภาษีจริงต้องทราบอัตราเดิม ฐานภาษี สิทธิประโยชน์ เงินอุดหนุน และต้นทุนที่ค่ายรถเลือกส่งผ่านไปยังผู้ซื้อ
ตารางต่อไปนี้จึงเป็นการจำลองผลต่อราคาขายปลีก โดยนำราคาอ้างอิงคูณ 1.18, 1.25 และ 1.40 ตามลำดับ ไม่ได้หมายความว่าภาษี 40% จะทำให้ราคาขายเพิ่ม 40% หรือรถทุกค่ายจะถูกปรับภาษีเท่ากัน
ใช้รถตัวอย่างค่ายละหนึ่งรุ่น โดยอ้างอิงราคาประกาศจากเว็บไซต์ทางการที่ตรวจพบวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 และไม่หักส่วนลดระยะสั้นเพิ่มเติม หน่วยเป็นบาท
ตัวเลขเป็นราคาจำลองกรณีราคาขายเพิ่มขึ้น ยังไม่ใช่ราคาใหม่ที่ค่ายรถประกาศ
GWM ORA 5 EV Pro
ราคาอ้างอิง 669,000 บาท
หากราคาขายเพิ่ม 18% อยู่ที่ 789,420 บาท
หากราคาขายเพิ่ม 25% อยู่ที่ 836,250 บาท
หากราคาขายเพิ่ม 40% อยู่ที่ 936,600 บาท
MG4 MY2026 D SR
ราคาอ้างอิง 669,900 บาท
หากราคาขายเพิ่ม 18% อยู่ที่ 790,482 บาท
หากราคาขายเพิ่ม 25% อยู่ที่ 837,375 บาท
หากราคาขายเพิ่ม 40% อยู่ที่ 937,860 บาท
OMODA C5 EV MAX+
ราคาอ้างอิง 709,000 บาท
หากราคาขายเพิ่ม 18% อยู่ที่ 836,620 บาท
หากราคาขายเพิ่ม 25% อยู่ที่ 886,250 บาท
หากราคาขายเพิ่ม 40% อยู่ที่ 992,600 บาท
GAC AION Y Plus 490 Premium
ราคาอ้างอิง 749,000 บาท
หากราคาขายเพิ่ม 18% อยู่ที่ 883,820 บาท
หากราคาขายเพิ่ม 25% อยู่ที่ 936,250 บาท
หากราคาขายเพิ่ม 40% อยู่ที่ 1,048,600 บาท
CHANGAN DEEPAL S05 BEV Lite
ราคาอ้างอิง 799,000 บาท
หากราคาขายเพิ่ม 18% อยู่ที่ 942,820 บาท
หากราคาขายเพิ่ม 25% อยู่ที่ 998,750 บาท
หากราคาขายเพิ่ม 40% อยู่ที่ 1,118,600 บาท
BYD ATTO 3 Premium
ราคาอ้างอิง 799,900 บาท
หากราคาขายเพิ่ม 18% อยู่ที่ 943,882 บาท
หากราคาขายเพิ่ม 25% อยู่ที่ 999,875 บาท
หากราคาขายเพิ่ม 40% อยู่ที่ 1,119,860 บาท
Tesla Model 3 ขับเคลื่อนล้อหลัง
ราคาอ้างอิง 1,149,000 บาท
หากราคาขายเพิ่ม 18% อยู่ที่ 1,355,820 บาท
หากราคาขายเพิ่ม 25% อยู่ที่ 1,436,250 บาท
หากราคาขายเพิ่ม 40% อยู่ที่ 1,608,600 บาท
XPENG New G6 Standard Range
ราคาอ้างอิง 1,189,000 บาท
หากราคาขายเพิ่ม 18% อยู่ที่ 1,403,020 บาท
หากราคาขายเพิ่ม 25% อยู่ที่ 1,486,250 บาท
หากราคาขายเพิ่ม 40% อยู่ที่ 1,664,600 บาท
ZEEKR 7X Standard RWD
ราคาอ้างอิง 1,399,000 บาท
หากราคาขายเพิ่ม 18% อยู่ที่ 1,650,820 บาท
หากราคาขายเพิ่ม 25% อยู่ที่ 1,748,750 บาท
หากราคาขายเพิ่ม 40% อยู่ที่ 1,958,600 บาท
Volvo EC40 รุ่นเริ่มต้น
ราคาอ้างอิง 1,990,000 บาท
หากราคาขายเพิ่ม 18% อยู่ที่ 2,348,200 บาท
หากราคาขายเพิ่ม 25% อยู่ที่ 2,487,500 บาท
หากราคาขายเพิ่ม 40% อยู่ที่ 2,786,000 บาท
BMW iX1 eDrive20L M Sport
ราคาอ้างอิง 2,359,000 บาท
หากราคาขายเพิ่ม 18% อยู่ที่ 2,783,620 บาท
หากราคาขายเพิ่ม 25% อยู่ที่ 2,948,750 บาท
หากราคาขายเพิ่ม 40% อยู่ที่ 3,302,600 บาท
ราคาซื้อจริงก่อนเปลี่ยนนโยบายอาจต่ำกว่าฐานในตาราง ตัวอย่างเช่น BYD ATTO 3 Premium มีราคาประกาศ 799,900 บาท แต่แคมเปญวันที่ 1–30 พฤศจิกายน 2569 ลดเหลือ 669,900 บาท
หากใช้ราคาแคมเปญเป็นฐานและสมมติราคาขายเพิ่ม 25% จะได้ 837,375 บาท จึงต้องระบุให้ชัดว่าคำนวณจากราคาป้ายหรือราคาหลังส่วนลด
ส่วน GWM ระบุราคาเริ่มต้น ORA 5 EV ที่ 649,000 บาท เทียบกับ MSRP 669,000 บาทที่ใช้ในตาราง
จากฐานราคาประกาศ หากราคาขายเพิ่ม 25% Tesla Model 3 จะเพิ่ม 287,250 บาท เป็น 1,436,250 บาท
ขณะที่ XPENG New G6 เพิ่ม 297,250 บาท เป็น 1,486,250 บาท และ ZEEKR 7X เพิ่ม 349,750 บาท เป็น 1,748,750 บาท
ผู้ซื้อรถกลุ่มนี้จึงต้องเพิ่มงบเกือบ 3–3.5 แสนบาทภายใต้สมมติฐานเดียวกัน
กลุ่มพรีเมียมมีส่วนต่างเป็นจำนวนเงินสูงกว่า โดย Volvo EC40 จะเพิ่ม 497,500 บาท ส่วน BMW iX1 eDrive20L M Sport เพิ่ม 589,750 บาท ทำให้ราคาจำลองเข้าใกล้ระดับ 3 ล้านบาท
สำหรับรถราคา 6–8 แสนบาท การเพิ่มราคาขาย 25% ทำให้บางรุ่นเข้าใกล้หลักล้าน เช่น BYD ATTO 3 Premium จะอยู่ที่ 999,875 บาท
แต่หากเพิ่มถึง 40% จะเป็น 1,119,860 บาท ขณะที่ AION Y Plus จะขยับเป็น 1,048,600 บาทในกรณีเดียวกัน
ตัวอย่างรถราคา 1 ล้านบาทจึงอธิบายได้ว่า หากราคาขายเพิ่ม 18–25% ผู้ซื้อจะจ่ายเพิ่ม 180,000–250,000 บาท ส่วนกรณีเพิ่มประมาณ 200,000 บาท เท่ากับราคาขายขยับ 20% ไม่ใช่ 25%
ผลิตไทยอาจได้เปรียบ รถนำเข้าต้องทบทวนต้นทุน
หากภาระภาษีมุ่งไปที่รถนำเข้า ขณะที่รถผลิตไทยยังได้รับสิทธิตามเงื่อนไข ช่องว่างราคาจะเปลี่ยนไป ผู้ผลิตในประเทศอาจรักษาราคาหรือแข่งขันได้มากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องขึ้นราคาตามรถนำเข้า
ตัวอย่างการลงทุนที่เกิดขึ้นแล้วคือโรงงาน BYD ในประเทศไทย และ OMODA C5 EV MAX+ ซึ่งผู้ผลิตระบุว่าเป็นรุ่นประกอบในไทย
อย่างไรก็ตาม การมีโรงงานเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอจะสรุปอัตราภาษีใหม่ เพราะต้องตรวจเงื่อนไขของรถแต่ละรุ่นและสิทธิที่ได้รับด้วย
ผู้ประกอบการจึงต้องเลือกระหว่างรับภาระต้นทุนไว้ในกำไร ลดส่วนลด ปรับราคาขาย หรือเพิ่มการผลิตในไทย ซึ่งแต่ละทางเลือกส่งผลต่อยอดขายและความสามารถในการแข่งขันต่างกัน
รถสันดาปต้องแยกพิกัด ไม่ใช่ปล่อยไอเสียสูงแล้วเสีย 50% ทุกคัน
สำหรับรถยนต์สันดาป หรือ ICE ต้องแยกโครงสร้างภาษีที่ใช้อยู่แล้วตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ออกจากข้อเสนอ EV ที่กำลังจับตาในเดือนพฤศจิกายน
พิกัดรถยนต์นั่งตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในช่วงปี 2569–2570 มีอัตราดังนี้
- เครื่องยนต์ไม่เกิน 3.0 ลิตร ปล่อย CO₂ ไม่เกิน 100 กรัม/กม. เสียภาษีสรรพสามิต 13%
- เครื่องยนต์ไม่เกิน 3.0 ลิตร ปล่อย CO₂ เกิน 100 แต่ไม่เกิน 120 กรัม/กม. เสียภาษีสรรพสามิต 22%
- เครื่องยนต์ไม่เกิน 3.0 ลิตร ปล่อย CO₂ เกิน 120 แต่ไม่เกิน 150 กรัม/กม. เสียภาษีสรรพสามิต 25%
- เครื่องยนต์ไม่เกิน 3.0 ลิตร ปล่อย CO₂ เกิน 150 แต่ไม่เกิน 200 กรัม/กม. เสียภาษีสรรพสามิต 29%
- เครื่องยนต์ไม่เกิน 3.0 ลิตร ปล่อย CO₂ เกิน 200 กรัม/กม. เสียภาษีสรรพสามิต 34%
- เครื่องยนต์เกิน 3.0 ลิตร เสียภาษีสรรพสามิต 50%
รถเครื่องยนต์ไม่เกิน 3.0 ลิตรที่ปล่อย CO₂ เกิน 200 กรัม/กม. อยู่ที่ 34% ไม่ใช่เพิ่มเป็น 50% โดยอัตโนมัติ อัตรา 50% ใช้กับรถเครื่องยนต์เกิน 3.0 ลิตร ส่วนรถประเภทอื่น เช่น รถกระบะ มีพิกัดแยกต่างหาก
รถปล่อย CO₂ ต่ำที่เข้าเงื่อนไขอัตรา 13% จึงอาจรักษาความสามารถในการแข่งขันได้ดีกว่ารถสันดาปที่มีภาระภาษีสูงกว่า
แต่ไม่ควรเหมารวมว่าอีโคคาร์ทุกคันลดภาษีจาก 25–40% เหลือ 13% การประเมินผลต่อราคาต้องเทียบพิกัดและสิทธิเดิมของรถรุ่นเดียวกันก่อน–หลัง
ฝั่งรถไฮบริด HEV เครื่องยนต์ไม่เกิน 3.0 ลิตร มีอัตราตาม CO₂ ที่ 6%, 9%, 14% และ 19% สำหรับกลุ่มปล่อยไม่เกิน 200 กรัม/กม. และ 24% เมื่อเกิน 200 กรัม/กม.
นอกจากนี้ มาตรการสนับสนุน HEV ผลิตในประเทศยังผูกสิทธิอัตรา 6% และ 9% กับการลงทุนและใช้ชิ้นส่วนสำคัญในไทยด้วย
เมื่อกางภาษีดูแล้ว ค่ายที่มีทั้งรถสันดาปและไฮบริด เช่น Toyota และ Honda จึงมีทางเลือกในการจัดไลน์อัพให้เหมาะกับโครงสร้างภาษี
อย่างไรก็ตาม ยังไม่ใช่การยืนยันว่าทั้งสองค่ายจะขึ้นราคาหรือเปลี่ยนแผนจากข้อเสนอรอบนี้
ส่วนตลาดรถมือสองยังไม่อาจสรุปว่าจะได้รับผลด้านลบทั้งหมด หากรถใหม่แพงขึ้น ผู้ซื้อบางส่วนอาจหันไปหารถมือสองและช่วยพยุงราคา
ขณะที่รถสันดาปรุ่นเก่าอาจเผชิญแรงกดดันจากค่าน้ำมัน ค่าซ่อม และความนิยมเทคโนโลยีใหม่ ผลสุทธิจึงต้องดูทั้งกำลังซื้อ ปริมาณรถ และสินเชื่อร่วมกัน
รายละเอียดที่ค่ายรถต้องประเมินต่อจากมติ ครม. คือขอบเขตรถที่เข้าเกณฑ์ วันเริ่มบังคับใช้ เงื่อนไขช่วงเปลี่ยนผ่าน และสิทธิของผู้ผลิตในประเทศ เพราะตัวแปรเหล่านี้จะกำหนดว่าต้นทุนเพิ่มขึ้นจริงเท่าไร และส่งผ่านถึงผู้ซื้อในระดับใด







